Manet: The Man Who Invented Modern Art

ในปี 1863 เอดูอารด์ มาเนต์ (Édouard Manet) ส่งผลงานชื่อ Le Dejeuner sur l'Herbe (Luncheon on the Grass) เข้าร่วมในงานนิทรรศการซาลง (Salon - นิทรรศการประจำปีที่จัดขึ้นโดยรัฐและเป็นเวทีหลักในการแจ้งเกิดของศิลปิน)

จากผลงานกว่า 5,000 ชิ้น คณะกรรมการคัดเลือกออกไปเสียเกินครึ่ง แน่นอนว่าศิลปินจำนวนมากที่อกหักจะแสดงความไม่พอใจออกมาดังๆ ส่งผลให้พระเจ้านโปเลียนที่ 3 มีคำสั่งให้เปิดนิทรรศการคู่ขนานซึ่งได้ชื่อว่า Salon des Refusés หรือนิทรรศการของผู้ที่ถูกปฏิเสธ Le Dejeuner sur l'Herbe ของมาเนต์กลายเป็นดาวเด่นในนิทรรศการครั้งนั้น ทั้งนี้มิใช่ด้วยเสียงชื่นชม หากแต่เป็นเสียงหัวเราะเยาะและคำเย้ยหยันต่างๆ นานาต่างหาก

นอกจากคำวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องฝีมือและเทคนิคทางศิลปะ สิ่งที่ผู้ชมชาวปารีเซียงในยุคปลายศตวรรษที่ 19 ทานทนไม่ได้คือเนื้อหาเรื่องราวในภาพ - หญิงสาวร่างกายเปลือยเปล่านั่งอยู่กับบุรุษ 2 คน ตาของเธอกำลังมองตรงออกมาที่ผู้ชมอย่างท้าทาย หากเพียงเธอถูกนำเสนอเป็นเทพีในตำนานแบบที่ศิลปินทุกยุคทุกสมัยทำกันมา คงไม่มีใครตื่นตระหนก แต่มาเนต์ทำให้ผู้ชมในยุคนั้นปราศจากข้อกังขาว่าผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าหาใช่วีนัสหรือเทพีใดๆ หากแต่เป็นผู้หญิงที่ทำหน้าที่มอบความบังเทิงใจให้แก่ชายหนุ่มซึ่งมีอยู่กลาดเกลื่อนในสังคมร่วมสมัยของกรุงปารีส เพียงแต่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็นเสีย

อันที่จริง มาเนต์ไม่ได้ทำเรื่องอะไรใหญ่โตเลย เขาเพียงแค่ต้องการถ่ายทอดความเป็นไปในสังคมแบบที่มันเป็น เขายังคงเป็นศิลปินที่หวังจะได้รับการเหลียวแลจากซาลงจนวันสุดท้ายของชีวิต โดยหารู้ไม่ว่าผลงานของตนได้นำทุกคนเข้าสู่โลกสมัยใหม่เต็มตัวแล้ว

Manet: The Man Who Invented Modern Art คือสารคดีขนาดสั้นจบในตอน ผู้ดำเนินรายการ Waldemar Januszczak จะพาเราไปรู้จักชีวิตและผลงานอันซับซ้อนของ เอดูอารด์ มาเนต์ ชายผู้นำพาศิลปะออกจากโลกยุคโบราณไปสู่ความเป็นสมัยใหม่

The Age of Reason: กฎเกณฑ์และเหตุผล

อังกฤษและฝรั่งเศส ศตวรรษที่ 18       

ในช่วงปี1700 ศิลปะสไตล์บาโรคกำลังเฟื่องฟูอยู่ในประเทศที่เป็นคาทอลิก ประเทศโปรเตสแตนต์เองอดที่จะรู้สึกประทับใจไปกับความหรูหราอลังการของสไตล์ใหม่ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ไม่ได้รับเอาศิลปะสไตล์นั้นมาเป็นของตน ขณะนั้นในประเทศอังกฤษได้เกิดสถาปนิกผู้มากความสามารถ เขาคือ เซอร์คริสโตเฟอร์ เร็น (Sir Christopher Wren 1632-1723) ซึ่งได้รับมอบหมายให้ออกแบบโบสถ์วิหารต่างๆ ขึ้นใหม่หลังจากกรุงลอนดอนประสบเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี 1666

หากเราเปรียบเทียบมหาวิหารเซนต์พอล (St Paul’s) ของเซอร์คริสโตเฟอร์ เร็นกับโบสถ์ซานต์อัคเนเซ (Sant’Agnese) ของบอร์รอมินีในกรุงโรมซึ่งสร้างขึ้นก่อนเพียงไม่กี่ปี เราจะพบว่าเซอร์คริสโตเฟอร์ได้รับอิทธิพลการจัดกลุ่มอาคารเข้าด้วยกันจากศิลปะแบบบาโรคในอิตาลี แม้ว่าตัวเขาจะไม่เคยเดินทางไปกรุงโรมเลยก็ตาม โบสถ์เซนต์พอลมีขนาดใหญ่กว่าโบสถ์ซานต์อัคเนเซมาก หากแต่มีองค์ประกอบคล้ายคลึงกันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโดมตรงกลางขนาบด้วยหอคอยสูงสองข้าง บริเวณประตูทางเข้าที่ประยุกต์มาจากด้านหน้าวิหารแบบคลาสสิค โดยเฉพาะในส่วนชั้นสองของหอคอย งานออกแบบของสถาปนิกทั้งสองใกล้เคียงกันมากในด้านรูปแบบ กระนั้น ความรู้สึกโดยรวมเมื่อมองอาคารสองแห่งนี้แตกต่างกันอย่างมาก โบสถ์เซนต์พอลไม่มีส่วนโค้งเว้า ไม่แสดงถึงความเคลื่อนไหว ตรงกันข้าม มันให้ความรู้สึกแข็งแกร่งมั่นคง และด้านหน้าของอาคารก็ทำให้นึกถึงพระราชวังแวร์ซายส์มากกว่าอาคารแบบบาโรคในกรุงโรม ยิ่งเมื่อมองในรายละเอียด เราจะยิ่งเกิดความสงสัยว่าควรจะเรียกงานของเซอร์คริสโตเฟอร์ เร็นว่าเป็นสไตล์บาโรคหรือไม่ มันไม่มีอะไรแปลกวิริศมาหราในด้านการตกแต่งเหมือนศิลปะบาโรค รูปแบบหลักๆ ได้รับอิทธิพลจากสมัยเรอเนซองส์อย่างชัดเจน หากเปรียบเทียบกับความหวือหวาของบอร์รอมินี งานของเซอร์คริสโตเฟอร์ดูหนักแน่นและอยู่กับร่องกับรอยมากกว่า

St Paul's Cathedral (1675-1710), Sir Christopher Wren, London


ความแตกต่างของงานสถาปัตยกรรมระหว่างประเทศที่เป็นคาทอลิกกับโปรเตสแตนต์เห็นได้ชัดเจนจากการตกแต่งภายในด้วย เช่น ภายในโบสถ์เซนต์ สตีเฟน วอลบรู้ค ในลอนดอน ซึ่งเซอร์คริสโตเฟอร์ เร็นเป็นผู้ออกแบบ เราจะพบว่าผู้ออกแบบไม่ได้ต้องการทำให้ผู้ที่มาโบสถ์แห่งนี้รู้สึกเหมือนอยู่ในโลกอื่น หากแต่เป็นที่สำหรับการสวดภาวนาอย่างแท้จริง ภายในโบสถ์จึงเรียบง่ายเป็นระเบียบและสง่างาม

Interior of the church of St Stephem Walbrook (1672), Sir Christopher Wren, London

งานสถาปัตยกรรมในอังกฤษช่วงนี้ไม่ได้มีเพียงแต่โบสถ์เท่านั้น หากแต่ยังมีที่พักอาศัยของกษัตริย์และเจ้านายชั้นสูงด้วย อย่างไรก็ตาม กษัตริย์อังกฤษไม่สามารถใช้เงินมหาศาลไปกับการสร้างพระราชวังที่ใหญ่โตและหรูหราแบบแวร์ซายส์หรือพระราชวังในเยอรมนีได้ เทรนด์ที่เป็นที่นิยมคือการสร้างคฤหาสน์ในชนบท

สถาปนิกส่วนมากปฏิเสธแนวการออกแบบอย่างหรูหราตามสไตล์บาโรค พวกเขาเลือกที่จะเดินตามขนบสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิคมากกว่า มีศิลปินอิตาเลียนมากมายที่ศึกษาเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมยุคคลาสสิคโบราณและถ่ายทอดความรู้เหล่านั้นลงในหนังสือ ผลงานของศิลปินท่านหนึ่งที่ส่งผลต่อศิลปินในอังกฤษเป็นอย่างมากคืองานเขียนของ อันเดรีย พัลลาดิโอ (Andrea Palladio) ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีและเป็นแม่แบบให้งานสถาปัตยกรรมอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 18

ชิสวิค เฮาส์ (Chiswick House) ซึ่งออกแบบโดยลอร์ดเบอร์ลิงตัน (Lord Burlington 1695-1753) และตกแต่งภายในโดย วิลเลียม เคนท์ (William Kent 1685-1748) แสดงให้เห็นอิทธิพลจาก วิลล่า โรตอนดา (Villa Rotonda) ของพัลลาดิโออย่างชัดเจน ต่างจากงานสไตล์บาโรคในประเทศคาทอลิกทั้งหลาย ศิลปินอังกฤษไม่ได้ต้องการแหกขนบงานแบบคลาสสิค อาคารส่วนมากเรียบง่าย ไม่มีส่วนโค้งหรือม้วน ไม่มีรูปปั้นประดับบนหลังคา และไม่มีการตกแต่งที่แปลกประหลาด

Chiswick House (c. 1725), Lord Burlington & WIlliam Kent, London

ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพราะรสนิยมทางปัญญาของอังกฤษในสมัยนั้น ซึ่งยึดหลักตรรกะเหตุผล (Rule of reason) บรรยากาศทางศิลปะในอังกฤษโดยทั่วไปจึงปฏิเสธงานที่วิจิตรพิสดารแบบบาโรคซึ่งมุ่งเน้นการปลุกเร้าอารมณ์ กระทั่งสวนอันใหญ่โตมโหฬารของพระราชวังแวร์ซายส์ก็ไม่ต้องรสนิยมชาวอังกฤษเนื่องจากพวกเขาเห็นว่ามันดูประดิษฐ์และไร้แก่นสาร สวนที่แท้จริงควรสะท้อนความงามแห่งธรรมชาติ ศิลปินอย่างเคนท์ซึ่งต้องการออกแบบทัศนวิสัยให้เหมาะกับงานคลาสสิคสไตล์พัลลาดิโอ (Palladian Style) จึงออกแบบ Landscape Garden ขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพเขียนของโคล้ด โลร์รัง

หากเราไปที่ สวนสตูร์เฮ้ดในแคว้นวิลท์เชอร์ (Stourhead, Wiltshire) วิหารเล็กๆ ด้านหลังจะทำให้เรานึกถึงวิลล่า โรตอนดาของพัลลาดิโอ (ซึ่งได้แบบมาจากวิหารแพนธีออนอีกทีหนึ่ง) ในขณะที่บรรยากาศโดยรวมของสวน ไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบหรือสะพานทำให้เรานึกถึงภาพของ โคล้ด โลร์รัง

The Grounds of Stourhead, Wiltshire, laid out from 1741


แม้งานสถาปัตยกรรมจะค่อนข้างโดดเด่นแต่สถานะของจิตรกรและประติมากรอังกฤษในช่วงนี้ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก อันเป็นผลเนื่องมาจากอังกฤษเปลี่ยนไปนับถือนิกายโปรเตสแตนต์ พวกเพียวริแทน (puritan) ที่เคร่งครัดในศาสนาปฏิเสธรูปภาพและความหรูหราทุกชนิด ทำให้ศิลปะในอังกฤษค่อนข้างเซื่องซึม งานศิลปะประเภทเดียวที่ยังเป็นที่ต้องการอยู่ก็คือการวาดภาพเหมือนบุคคล (portrait) ซึ่งในขณะนั้นก็มีศิลปินส่งตรงจากต่างแดนที่สร้างชื่อเสียงไว้อยู่ก่อนแล้วไม่ว่าจะเป็น ฮันส์ โฮลเบน หรือ วาน ไดค์

ชนชั้นสูงในสมัยนั้นไม่ได้ปฏิเสธภาพเขียน หากแต่มักไว้วางใจศิลปินที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว มากกว่าศิลปินโนเนมในบ้านเกิด หากต้องการภาพเขียนมาประดับบ้าน พวกเขาเลือกที่จะซื้องานที่วาดโดยศิลปินอิตาเลียนที่เป็นที่รู้จักมากกว่าจะว่าจ้างให้วาดขึ้นมาใหม่โดยศิลปินอังกฤษ ชนชั้นสูงเหล่านี้จำนวนมากเป็นพวกหัวสูงและชื่นชมในรสนิยมศิลปะของตัวเอง พวกเขานิยมสะสมงานของศิลปินยุคโบราณ (old masters) โดยไม่ได้ให้การสนับสนุนศิลปินร่วมชาติของตนมากนัก

สถานการณ์เช่นนี้สร้างความหงุดหงิดใจให้แก่ศิลปินภาพพิมพ์ที่ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการทำภาพประกอบหนังสืออย่าง วิลเลียม โฮการ์ธ (William Hogarth 1697-1764) เป็นอย่างมาก เขาเชื่อว่าเขาก็มีความสามารถในการวาดภาพได้ไม่ต่างจากศิลปินในต่างแดนที่บรรดาเจ้าขุนมูลนายยอมจ่ายเงินหลายร้อยหลายพันปอนด์เพื่อซื้องานของศิลปินเหล่านั้น เมื่อตระหนักว่าไม่มีตลาดสำหรับศิลปะร่วมสมัย โฮการ์ธจึงคิดค้นศิลปะแนวใหม่ที่น่าจะดึงดูดผู้ซื้อที่มีอยู่ในสังคมสมัยนั้นได้ เขารู้ว่าผู้ซื้อมักจะมีคำถามในใจว่า “ภาพนี้มีคุณค่าอันใด” เขาจึงตัดสินใจที่จะสร้างความประทับใจให้แก่คนเหล่านั้นซึ่งเติบโตขึ้นมาภายใต้คุณค่าแบบเพียวริแทน โดยการวาดรูปที่มีเนื้อหาเพื่อการสั่งสอนเกี่ยวกับรางวัลจากการทำคุณงามความดีและผลกรรมจากการกระทำบาป ผู้ที่ได้เห็นภาพของโฮการ์ธจะเข้าใจเนื้อหาและบทเรียนของมันได้ทันที ราวกับตัวละครทุกตัวมีบทบาทที่ต้องเล่นไปบนเวทีที่โฮการ์ธกำหนดขึ้น

The Marriage Settlement (Marriage a-la-mode) (1743-45), William Hogarth, National Gallery, London

The Toilette (Marriage a-la-mode) (1743-45), William Hogarth, National Gallery, London

โฮการ์ธเปรียบเทียบภาพของเขาเหมือนกับบทละคร และตัวเขาคือผู้อำนวยการสร้างละครแต่ละเรื่อง เขาทำทุกวิถีทางที่จะดึง “บุคลิก” ของแต่ละคนออกมา ไม่เพียงแต่ทางสีหน้า หากแต่ผ่านนิสัยและเครื่องแต่งกายด้วย ภาพเขียนของโฮการ์ธแต่ละภาพจึงอ่านได้เป็นเรื่องราวเหมือนในบทเทศนาอย่างไรอย่างนั้น แต่งานลักษณะนี้ไม่ได้ใหม่เอี่ยมอ่อง ในยุคกลางก็มีการใช้ภาพแทนคำสอนทางศาสนาเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีภาพประกอบหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวและคติธรรมทางศาสนามากมาย ไม่ว่าจะเป็นชะตากรรมของพวกขี้เมาหรือหายนะจากการเล่นการพนัน ซึ่งตกทอดมาถึงสมัยของโฮการ์ธ

อย่างไรก็ตาม งานของโฮการ์ธไม่ได้โด่งดังเนื่องจากเป็นแนวเทศนาเท่านั้น หากแต่เพราะเขาสามารถจับบุคลิกของตัวละครและถ่ายทอดออกมาได้อย่างละเอียดละออ นี่เป็นผลมาจากการศึกษาผลงานของศิลปินที่มากความสามารถในยุคก่อน โฮการ์ธเรียนรู้จากศิลปินดัตช์ ยาน สตีน (Jan Steen) ในเรื่องการจับบุคลิกและถ่ายทอดลักษณะเด่นของตัวละคร และซึมซับเทคนิคในการใช้ฝีแปรงเพียงไม่กี่ปาดในการสร้างชีวิตให้กับภาพจากงานของศิลปินอย่าง กวาร์ดี (Guardi)

ตัวละครแต่ละตัวในแต่ละฉากมีส่วนในการเล่าเรื่องในภาพของโฮการ์ธ แต่ไม่ใช่เพียงเพราะเหตุผลนั้นที่ทำให้ภาพของโฮการ์ธเป็นงานที่ดี สิ่งที่ทำให้งานของโฮการ์ธพิเศษคือความสนใจในรายละเอียด เขาเล่าเรื่องราวต่างๆ ด้วยเทคนิคการวาดภาพซึ่งผสมผสานการทำงานของฝีแปรง แสง และสีสันเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตัวละครที่เขาตนำเสนอได้รับการเอาใจใส่ไม่ต่างจากตัวละครคลาสสิคในภาพของศิลปินอิตาเลียน โฮการ์ธตระหนักถึงความสามารถในฐานะศิลปินของเขาดี เขาจึงเขียนหนังสืออกมาเล่มหนึ่งชื่อ The Analysis of Beauty (การวิเคราะห์ความงาม)

โฮการ์ธคือผลผลิตจากยุคแห่งเหตุผล (The Age of Reason) เขาเชื่อว่ารสนิยมสามารถปลูกฝังกันได้

กระนั้น โฮการ์ธก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อและอคติของเพื่อนร่วมชาติที่โอนเอียงไปทางศิลปินยุคเก่าได้ จริงอยู่ว่าภาพของโฮการ์ธทำให้เขามีชื่อเสียงและเงินทอง แต่ชื่อเสียงของเขามาจากงานภาพพิมพ์มากกว่าภาพต้นฉบับ ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วๆ ไป แต่ผู้รักศิลปะไม่ได้นึกถึงโฮการ์ธในฐานะศิลปินจริงจังนัก ตลอดช่วงที่เขามีชีวิตอยู่ โฮการ์ธต้องเผชิญความไม่ใส่ใจศิลปินร่วมสมัยจากชาวอังกฤษด้วยกันเอง

ความหวังของโฮการ์ธเป็นจริงขึ้นมาในยุคของศิลปินรุ่นหลังอย่าง เซอร์โจชัว เรย์โนลด์ส (Sir Joshua Reynolds 1723-92) งานของเซอร์เรย์โนลด์สสร้างความพึงพอใจให้กับสังคมศิวิไลซ์ของอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 18 เรย์โนลด์สต่างจากโฮการ์ธตรงที่เขาเคยเดินทางไปอิตาลีและมีความเห็นตรงกับผู้รักศิลปะในประเทศของเขาว่า งานของศิลปินยุคเก่าอย่างมิเคลันเจโล ราฟาเอล คอร์เรจโจ หรือติเชียน เป็นตัวอย่างงานศิลปะที่แท้จริง เซอร์เรย์โนลด์สได้ซึมซับความรู้ทางศิลปะคลาสสิคแบบคาราชชีที่บอกว่า ความหวังในการทำงานของศิลปะอยู่ที่การศึกษาและการลอกเลียนแบบงานของศิลปินยุคเก่าอย่างตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นลายเส้นและการวาดแบบของราฟาเอล การใช้สีแบบติเชียน และอื่นๆ

ในภายหลัง เมื่อเซอร์เรย์โนลด์สกลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับ รวมทั้งได้ขึ้นเป็นประธานคนแรกของ Royal Academy of Art - สถาบันศิลปะที่เพิ่งเปิดใหม่ เขาได้แสดงทัศนะทางศิลปะแบบ “หลักวิชา” (academic) ไว้อย่างน่าสนใจ เช่นเดียวกับผู้คนในยุคเดียวกับเขา เซอร์เรย์โนลด์สเชื่อในเรื่องรสนิยมและความรู้ทางศิลปะ เขาเชื่อว่ากระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านั้นสามารถสอนกันได้หากนักเรียนได้รับความช่วยเหลือและมีการเปิดโอกาสให้ศึกษางานของปรมาจารย์อิตาเลียนยุคโบราณ การบรรยายของเรย์โนลด์สเต็มไปด้วยการค้นหาแนวคิดที่สูงส่งและทรงคุณค่า เพราะเขาเชื่อว่ามีเพียงงานที่ “น่าทึ่ง” และ “ถึง” เท่านั้นที่ควรค่าต่อการเป็นงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ ดังที่เซอร์เรย์โนลด์สเคยกล่าวไว้ว่า “แทนที่จะสร้างความประทับใจให้แก่ฝูงชนด้วยการลอกเลียนนทุกรายละเอียด ศิลปินที่แท้จริงจะต้องพัฒนางานด้วยแนวคิดที่ยิ่งใหญ่”

จากคำพูดของเซอร์เรย์โนลด์ส มันง่ายที่จะสรุปว่าเขาคงเป็นคนหัวเก่าที่น่าเบื่อ แต่หากเราได้อ่านงานเขียนของเรย์โนลด์สใน Discourses และดูภาพวาดของเขา เราจะลบอคิตในใจออกไป นั่นเพราะในแต่ละยุค ความคิดที่มีต่อศิลปะและศิลปินแตกต่างกันไป ในสมัยก่อนหน้า ศิลปินต้องกัดฟันต่อคำเหยียดหยันที่ว่าพวกเขาเป็นเพียงช่างฝีมือที่ใช้มือมากกว่าสมอง พวกเขาต้องต่อสู้ ยืนหยัด และพิสูจน์ตัวเองว่าพวกเขาเป็นมากกว่าแค่ช่างฝีมือ ว่างานของพวกเขามีทั้งความรู้สึกและจินตนาการไม่ต่างจากกวี ดังนั้น การได้ศึกษาความคิดความเชื่อเกี่ยวกับศิลปะในแต่ละยุคสมัยจึงเป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะมันทำให้เราหันกลับมาสำรวจตัวเองด้วยความเข้าใจมากกว่าเดิม

เซอร์เรย์โนลด์สเป็นปัญญาชน เขาเป็นสหายของ ดร.จอห์นสัน และปัญญาชนคนอื่นๆ ขณะเดียวกันก็ได้รับเชิญให้เข้าร่วมสังคมของพวกชนชั้นสูงด้วย และถึงแม้ว่าเซอร์เรย์โนลด์สจะมีความเชื่ออันสูงส่งเกี่ยวกับ “ภาพวาดทางประวัติศาสตร์” หรือ History Painting และต้องการฟื้นฟูศาสตร์แขนงนี้ให้กลับมาเฟื่องฟูในอังกฤษ แต่เขาก็ยอมรับความจริงว่างานที่เป็นที่ต้องการในขณะนั้นมีเพียงภาพเหมือนบุคคลเท่านั้น วาน ไดค์เป็นผู้วางรูปแบบอย่างในการวาดภาพลักษณะนี้เอาไว้ ศิลปินในอังกฤษส่วนมากดำเนินรอยตามวาน ไดค์ และเซอร์เรย์โนลด์สอาจเป็นคนที่ทำได้ดีที่สุด เพียงแต่เขาได้เพิ่มเติมรายละเอียดที่จะบ่งบอกถึงบุคลิกและสถานะทางสังคมของตัวแบบลงไปด้วย

ตัวอย่างหนึ่งคือ ภาพเหมือนของ โจเซฟ บาเร็ตติ บาเร็ตติเป็นปัญญาชนในแวดวงเดียวกับ ดร.จอห์นสัน เขาเป็นผู้เรียบเรียงพจนานุกรมภาษาอังกฤษ-อิตาเลียนขึ้น และได้แปลหนังสือ Discourses ของเซอร์เรย์โนลด์สเป็นภาษาอิตาเลียน ภาพเหมือนด้านล่างนี้สามารถบันทึกตัวตนของตัวแบบได้เป็นอย่างดี

Joseph Baretti (1773), Sir Joshua Reynolds, Oil on canvas

เมื่อเซอร์เรย์โนลด์สต้องวาดภาพเด็ก เขาก็หาวิธีที่จะไม่ทำให้งานของเขาเป็นเพียงภาพเหมือนธรรมดาๆ ด้วยการเลือกใส่ฉากหลังเข้าไป เช่นในภาพของ “มิสโบวล์สกับสุนัข” เซอร์เรย์โนลด์สต้องการแสดงให้เราเห็นถึงความรักของเด็กหญิงที่มีต่อสัตว์เลี้ยงของเธอ เราทราบเรื่องราวมาว่า ก่อนที่เรย์โนลด์สจะวาดภาพนี้ เขาถูกเชิญไปทานอาหารค่ำที่บ้านของเด็กหญิงเป็นครั้งแรกเพื่อทำความคุ้นเคยกับเธอ เซอร์เรย์โนลด์สได้เล่าเรื่องตลกและเล่นกลให้เด็กหญิงโบวล์สฟังจนเพลิน จนเธอคิดว่าเขาเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลก มีตอนหนึ่งเซอร์เรย์โนลด์สหลอกให้เด็กหญิงโบวล์สหันไปมองทางอื่นและขโมยจานอาหารของเธอมา เมื่อเด็กหญิงหันกลับมาและหาจานไม่พบ เซอร์เรย์โนลด์สก็ทำทีเป็นช่วยหา จากนั้นจึงเอาจานวางคืนที่เดิมโดยไม่ให้เธอรู้ตัว วันต่อมาเด็กหญิงโบวล์สจึงดีใจที่จะได้ไปที่บ้านของเซอร์เรย์โนลด์สและนั่งเป็นแบบด้วยความเต็มใจ เซอร์เรย์โนลด์สจับบุคลิกของเด็กหญิงเอาไว้ได้และมันยังคงอยู่ในภาพวาดของเขา

Miss Bowles with her dog (1775), Sir Joshua Reynolds, Oil on canvas

แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ออกมาดูเป็นธรรมชาติมากกว่าภาพของเบลาสเควซที่จัดวางอย่างตั้งใจ แน่นอนว่าหากเราเปรียบเทียบลักษณะพื้นผิวของเส้นผม ขนสัตว์ หรือผิวหนัง เราอาจพบว่าเบลาสเควซนำเสนอได้ดีกว่า แต่ก็ไม่เป็นการยุติธรรมที่จะตัดสินงานของเซอร์เรย์โนลด์สด้วยมาตรฐานที่ตัวเขาไม่ได้ยึดถือ เซอร์เรย์โนลด์สต้องการแสดงความอ่อนโยนและความน่ารักของเด็กหญิง และเขาทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

ที่หอศิลป์ วอลเลซ คอลเล็คชั่น (Wallace Collection) ในกรุงลอนดอน ภาพมิสโบวล์สของเซอร์เรย์โนลด์สถูกแขวนอยู่ข้างๆ ภาพของเด็กหญิงรุ่นราวคราวเดียวกันอีกคนโดยศิลปินที่เป็นคู่แข่งคนสำคัญของท่านเซอร์ นั่นก็คือ โธมัส เกนส์โบโร (Thomas Gainsborough 1727-88) ซึ่งมีอายุอ่อนกว่าเซอร์เรย์โนลด์สเพียง 4 ปี ภาพดังกล่าวคือภาพเหมือนของ มิสฮาเวอร์ฟีลด์ (Miss Haverfield) เกนส์โบโรวาดภาพของเธอขณะที่กำลังผูกสายเสื้อคลุม ท่าทางในภาพไม่ได้มีอะไรน่าสนใจนัก ดูเหมือนเธอกำลังจะแต่งตัวเพื่อออกไปเดินเล่น แต่เกนส์โบโรรู้วิธีที่จะทำให้การเคลื่อนไหวง่ายๆ ของเด็กหญิงดูสง่างามและมีเสน่ห์ แบบเดียวกับที่เซอร์เรย์โนลด์สให้มิสโบวล์สกอดสุนัข เกนส์โบโรไม่สนใจการจัดท่าทางมากนัก เขาเกิดในแคว้นชนบทแถบซัฟฟอล์ค (Suffolk) เป็นคนที่มีพรสวรรค์ในการวาดภาพและไม่เห็นความสำคัญของการเดินทางไปศึกษางานของศิลปินยุคโบราณในอิตาลี หากเปรัยบเทียบกับเซอร์เรย์โนลด์สแล้ว เกนส์โบโรเป็นพวกสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาด้วยตัวเอง ถึงอย่างนั้น มีความเชื่อมโยงบางอย่างในตัวของเซอร์เรย์โนลด์สและเกนส์โบโรที่ทำให้เรานึกถึงคาราชชี-ศิลปินผู้ต้องการฟื้นฟูความงามแบบราฟาเอลขึ้นมาใหม่และคาราวัจโจ-ศิลปินหัวขบถผู้ไม่ต้องการศึกษาจากใครนอกจากธรรมชาติ

Miss Haverfield (c.1780), Thomas Gainsborough, Oil on canvas

แม้เซอร์เรย์โนลด์สจะเห็นความสามารถของคู่แข่งอย่างเกนส์โบโรในฐานะอัจฉริยะที่ปฏิเสธขนบหรือหลักวิชาใดๆ แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะเตือนนักเรียนของเขาว่า เกนส์โบโรไม่ใช่แบบอย่างที่ดีนัก ถึงวันนี้ เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างศิลปินสองคนนี้มากนัก อาจเพราะเราพอจะเห็นว่าเขาทั้งสองต่างรับอิทธิพลของวาน ไดค์และเดินตามเทรนด์ที่เป็นที่นิยมในสังคม ณ ขณะนั้น กระนั้น หากเรากลับไปมองภาพมิสฮาเวอร์ฟีลส์ของเกนส์โบโรเทียบกับภาพมิสโบวล์สของเซอร์เรย์โนลด์สแล้วล่ะก็ เราจะพบว่างานของเกนส์โบโรดูตรงไปตรงมาและเป็นธรรมชาติกว่างานที่ผ่านความคิดอย่างหนักของเซอร์เรย์โนลด์สเพื่อที่จะนำเสนอแบบของเขาอย่างถูกต้องตามหลักการให้ได้มากที่สุด

ว่ากันตามจริงแล้ว ภาพของเกนส์โบโรดูสดใหม่และโดดเด่นกว่าด้วยการใช้ฝีแปรงถ่ายทอดสิ่งที่ตาเห็น การนำเสนอพื้นผิวของสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสีของผิวหนัง เสื้อคลุมที่ส่องประกาย ความพลิ้วไหวของโบว์บนหมวก จะเห็นว่าเกนส์โบโรทำได้ดีกว่าเซอร์เรย์โนลด์สมากนัก ฝีแปรงที่รวดเร็วของเกนส์โบโรทำให้เรานึกถึงงานของฟรันช์ ฮาลส์  เพียงแต่งานของเกนส์โบโรมีความอ่อนช้อยกว่า นอกจากนี้ เฉดสีที่นุ่มนวลในภาพเหมือนบุคคลจำนวนมากทำให้เรานึกถึงงานของวัตโตมากกว่า

แม้เซอร์เรย์โนลด์สและเกนส์โบโรจะได้รับงานว่าจ้างให้วาดภาพเหมือนบุคคลจำนวนมาก แต่เขาทั้งสองต่างปรารถนาที่จะวาดเรื่องราวที่ต่างออกไป ในขณะที่เซอร์เีรย์โนลด์สต้องการวาดภาพเรื่องราวจากตำนานเทพปกรณัมหรือภาพทางประวัติศาสตร์ เกนส์โบโรกลับเลือกที่จะวาดภาพวิวทิวทัศน์อันเป็นงานแขนงที่เซอร์เีรย์โนลด์สไม่สนใจเอาเสียเลย – เซอร์เีรย์โนลด์สหลงรักเมือง ในขณะที่เกนส์โบโรหลงใหลในชนบทอันเงียบสงบ – แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เกนส์โบโรขายภาพทิวทัศน์ของเขาได้น้อยมาก ดังนั้น ภาพทิวทัศน์ของเขาส่วนมากจึงยังเป็นเพียงภาพร่างที่วาดเพื่อความบันเทิงใจเท่านั้น

ในช่วงศตวรรษที่ 18 นี้ รสนิยมของสังคมอังกฤษเป็นที่ชื่นชมของผู้คนทั่วยุโรปผู้ชื่นชอบความมีเหตุมีผล เนื่องจากในอังกฤษ ศิลปะมิได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงอำนาจและควายิ่งใหญ่ของผู้ปกครองเท่านั้น ตัวแบบในงานของโฮการ์ธ เซอร์เีรย์โนลด์ส และเกนส์โบโร ล้วนเป็นคนธรรมดาสามัญ ในประเทศฝรั่งเศสก็เช่นกัน สไตล์บาโรคแบบที่เห็นที่พระราชวังแวร์ซายส์กำลังเสื่อมความนิยมลงเมื่อความอ่อนช้อยและความประดิดประดอยแบบรอคโคโคเข้ามาแทนที่ อย่างไรก็ดี ในช่วงศตวรรษที่ 18 โลกของชนชั้นสูงเริ่มหมดความสำคัญลงไปในมุมมองของศิลปิน พวกเขาเริ่มมองหาเรื่องราวจากคนธรรมดาและชีวิตแบบที่เห็นได้ทั่วๆ ไปในสังคม ศิลปินที่โดดเด่นที่สุดในช่วงนี้ ได้แก่ ฌอง-บัพทิสต์-ซิเมยง ชาร์ดัง (Jean-Baptiste-Siméon Chardin 1699-1779)

ชาร์ดังอ่อนกว่าโฮการ์ธ 2 ปี ผลงานชื่อ Saying Grace (Le Bénédicté) แสดงภาพห้องทานข้าวธรรมดาๆ ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจัดโต๊ะอาหารและบอกให้เด็กน้อยทั้งสองสวดมนต์ จะเห็นว่าภาพของชาร์ดังเป็นภาพชีวิตของสามัญชน หาใช่ชนชั้นสูงอีกต่อไป

        

Saying Grace (Le Bénédicté) (1740), Jean-Baptiste-Siméon Chardin, Oil on canvas


 

Power and Glory II: อำนาจและความยิ่งใหญ่ 2

ฝรั่งเศส เยอรมนี และออสเตรีย ปลายศตวรรษที่ 17 ถึงศตวรรษที่ 18

ไม่ใช่แค่ศาสนจักรในกรุงโรมเท่านั้นที่ตระหนักถึงพลังของศิลปะ กษัตริย์และราชวงศ์ในยุโรปก็เข้าใจความจริงข้อนี้ดี พวกเขาต้องการใช้งานศิลปะเพื่อสื่อถึงอำนาจและความยิ่งใหญ่ของตนให้ประทับอยู่ในใจประชาชน พวกเขาต้องการสื่อว่าตนแตกต่างจากคนทั่วไป เป็นผู้ที่ได้รับอำนาจจากพระเจ้าให้เป็นผู้ปกครอง ความคิดนี้เห็นได้ชัดเจนในสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 พระองค์เชิญแบร์นินีมายังปารีสเพื่อช่วยออกแบบพระราชวังแห่งใหม่ แต่งานออกแบบดังกล่าวไม่เสร็จออกมาเป็นรูปเป็นร่างแต่อย่างใด พระราชวังอีกแห่งหนึ่งที่จะกลายเป็นสัญลักษณ์แทนพลังอำนาจของพระองค์คือ พระราชวังแวร์ซายส์ (Versailles) ซึ่งสร้างขึ้นราวปี 1660-80 พระราชวังแวร์ซายส์มีขนาดใหญ่โตมาก แต่ละชั้นมีหน้าต่างไม่ต่ำกว่า 123 บานที่มองลงไปยังสวนซึ่งมีขนาดกว้างใหญ่หลายตารางไมล์

The Palace of Versailles (1655-82), Louis le Vau & Hardouin-Mansart, A Baroque Palace


The Gardens at Versailles


ความยิ่งใหญ่เชิงขนาดทำให้แวร์ซายส์เข้าข่ายศิลปะแบบบาโรค สถาปนิกผู้ออกแบบพยายามทำให้แผนผังชัดเจนที่สุด โดยแบ่งอาคารออกเป็นปีกต่างๆ ด้วยความกว้างใหญ่ของอาคารทำให้สถาปนิกใช้เครื่องประดับตกแต่งมาเสริมเพื่อทำให้อาคารไม่ดูจืดชืดหรือน่าเบื่อจนเกินไป อย่างไรก็ดี การตกแต่งยังไม่เด็ดขาดพอที่จะทำให้แวร์ซายส์โดดเด่นเท่าที่สามารถเป็นได้ เช่นเดียวกับอาคารหลายแห่งในกรุงโรม ศิลปินทั้งในเยอรมนี ออสเตรีย และฝรั่งเศส ต่างชื่นชมสไตล์ของแบร์นินีและบอร์รอมินี ช่วงศตวรรษที่ 17 จึงเป็นยุคทองของการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรม เหตุพราะลักษณะงานเปิดกว้างให้ได้ทดลองอย่างไม่สิ้นสุดโดยมีเงินอุดหนุนไม่อั้น ทำให้ศิลปินในยุคนี้สร้างอาคารสไตล์บาโรคกันอย่างครึกครื้นเพื่อสร้างความหรูหราอลังการให้แก่เจ้าของ

ในออสเตรีย สไตล์งานแบบฝรั่งเศสถูกนำไปประยุกต์เข้ากับรูปแบบเดิม เห็นได้จากพระราชวังในกรุงเวียนนาที่ออกแบบโดย ลูคัส วอน ฮิลเดอบรันด์ท (Lucas von Hildebrandt 1668-1745) พระราชวังนี้ตั้งอยู่บนเนินเขา ฮิลเดอบรันด์ทแบ่งอาคารออกเป็น 7 ส่วน ส่วนแรกคืออาคารด้านหน้าที่ยื่นออกมาเล็กน้อย ปีกทั้งสองนี้ถูกขนาบด้วยอาคารที่เตี้ยกว่า และมีป้อมเล็กๆ ตรงสุดปลายอาคารทั้งสองด้าน อาคารด้านหน้าเป็นส่วนที่มีการตกแต่งมากที่สุด แต่โดยรวมแล้วอาคารของฮิลเดอบรันด์ทยังคงโครงสร้างที่เรียบง่ายและชัดเจน จนเมื่อเราได้ก้าวเข้าไปภายในอาคาร เราจึงจะรู้สึกถึงความสวยงามของการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง

Upper Belvedere, Vienna (1720-4), Lucas von Hildebrandt


โบสถในเมืองเมลค์ (Melk) ริมแม่น้ำดานูบ แสดงให้เห็นอาคารลักษณะใกล้เคียงกัน โบสถ์แห่งนี้มีหลังคาโดมและหอระฆังรูปรทรงประหลาด ตั้งอยู่บนเนินเขา ภายในอาคารมีการประดับตกแต่งอย่างอลังการ

Melk Monastery (1702), Jakob Pranstauer

Interior of the Church of Melk Monastery


ในช่วงศตวรรษที่ 17 มีศิลปินที่โดดเด่นอีกคนหนึ่ง เขาคือ อังตวน วัตโต (Antoine Watteau 1684-1721) วัตโตเติบโตขึ้นในดินแดนแฟลนเดอร์สซึ่งถูกฝรั่งเศสเข้าครอบครอง เขาย้ายมาอยู่ที่ปารีส และเสียชีวิตเมื่ออายุเพียง 37 ปี งานของวัตโตมักแสดงให้เห็นฉากการใช้ชีวิตที่เหมือนฝัน ปราศจากความทุกข์ยากใดๆ ผู้คนในภาพของวัตโตมักแต่งตัวสวยงาม บรรยากาศแวดล้อมและรายละเอียดต่างๆ ทำให้เห็นว่างานของวัตโตไม่ใช่เรื่องจริงหากแต่ประดิษฐ์ขึ้น หลายคนมองว่างานของวัตโตเป็นเครื่องสะท้อนรสนิยมของพวกชนชั้นสูงในฝรั่งเศสช่วงต้นศตวรรษที่ 18 อันเป็นยุคที่เราเรียกกันว่า รอคโคโค (Rococo)

ศิลปะสมัยรอคโคโคนิยมใช้สีสดใสและการประดับตกแต่งที่ละเอียดลออ มันดูอ่อนหวานกว่างานแบบบาโรคมาก ภาพจินตนาการของวัตโตนี้เองที่ทำให้เกิดศิลปะแนวรอคโคโคขึ้นมา อันเป็นยุคของสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ในภาพงานเลี้ยงในสวน บรรยากาศดูเงียบสงบ ชายหนุ่มหญิงสาวต่างนั่งผ่อนคลายราวกับอยู่ในห้วงความฝัน งานของวัตโตแสดงถึงความละเอียดของการลงฝีแปรงและความตั้งใจในการเลือกใช้สีสันอย่างกลมกลืน เช่นเดียวกับรูเบนส์ศิลปินที่เขาชื่นชม วัตโตสามารถแต่งแต้มชีวิตในงานของเขาได้ แต่อารมณ์ของภาพแตกต่างจากของรูเบนส์อย่างมาก ในความงามของวัตโตแฝงเร้นด้วยความเศร้าบางอย่าง ความรู้สึกที่ซับซ้อนนี้ทำให้ภาพของวัตโตเป็นมากกว่าภาพสวยงามทั่วๆ ไป

Fete in a Park (c. 1719), Antoine Watteau, Oil on canvas


วัตโตสุขภาพไม่แข็งแรงนัก เขาเสียชีวิตด้วยวัณโรคตั้งแต่ยังอายุไม่มาก ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาชื่นชมความงามที่ไม่จีรัง เขาจึงถ่ายทอดมันออกมาได้อย่างลึกซึ้งกว่าผู้ที่ลอกเลียนแบบหรือทำตามอย่างเขาในช่วงเวลาต่อมา

Power and Glory I: อำนาจและความยิ่งใหญ่ 1

อิตาลี ปลายศตวรรษที่ 17 ถึงศตวรรษที่ 18

ในช่วงเริ่มต้นยุคบาโรค จาโคโม เดลลา ปอร์ตา (Giacomo della Porta) ได้แหวกขนบกฎเกณฑ์สถาปัตยกรรมแบบคลาสสิค โดยนำองค์ประกอบต่างๆ มานำเสนอในแบบของเขาเองเพื่อเพิ่มความตื่นตาตื่นใจและความยิ่งใหญ่ให้กับตัวอาคาร เมื่อความซับซ้อนมาแทนที่ความเรียบง่าย ไอเดียใหม่ๆ มาแทนที่ขนบแบบเก่า ศิลปินในยุคถัดมาต่างหาวิธีที่จะสร้างงานให้ซับซ้อนและแปลกใหม่ยิ่งขึ้น ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 17 มีอาคารแบบใหม่เกิดขึ้นมากมายในอิตาลี และเมื่อถึงช่วงกลางศตวรรษที่ 17 สไตล์บาโรคก็พัฒนาจนถึงจุดสูงสุด

สถาปนิกคนสำคัญในยุคนี้ได้แก่ ฟรานเชสโค บอร์รอมินี (Francesco Borromini 1599-1667) เขาเป็นผู้ออกแบบโบสถ์ซานต์อัคเนเซ (Sant’Agnese) ในกรุงโรม เช่นเดียวกับเดลลา ปอร์ตา บอร์รอมินีประยุกต์รูปแบบของด้านหน้าวิหารแบบคลาสสิคมาใช้บริเวณทางเข้า นอกจากนี้ เขายังใช้เสาคู่วางขนาบประตูทางเข้าเพื่อให้ดูสง่างาม แต่หากเทียบกันแล้ว ด้านหน้าโบสถ์เจซุของเดลลา ปอร์ตาดูเรียบง่ายกว่าของด้านหน้าโบสถ์เซนต์อัคเนเซของบอร์รอมินีมากนัก นั่นเพราะบอร์รอมินีไม่พอใจเพียงแค่การประดับอาคารด้วยต้นเสาแบบต่างๆ เท่านั้น เขาเลือกที่จะใช้องค์ประกอบอันหลากหลายมารวมเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นหลังคาโดม หอระฆัง และอื่นๆ ด้านหน้าของอาคารโค้งมนราวกับถูกปั้นขึ้นจากดินเหนียว รายละเอียดอื่นๆ ยิ่งทำให้เราตื่นตาตื่นใจมากเข้าไปอีก ด้านล่างของหอระฆังมีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยม แต่ชั้นบนกลับเป็นทรงกลม อาคารทั้งสองชั้นเชื่อมกันด้วยองค์ประกอบที่มีรูปร่างประหลาด ส่วนที่ประตูหลักนั้น หน้าจั่วถูกนำไปรองรับหน้าต่างทรงกลมซึ่งไม่เป็นเคยมีมาก่อน ความโค้งมนแบบบาโรคเข้ามามีอิทธิพลต่อโครงสร้างและการตกแต่งโดยรวม

Church of Sta Agnese (1653), Francesco Borromini, A Church of High Baroque


บางคนกล่าวว่าอาคารแบบบาโรคนั้นตกแต่งมากเกินไปเหมือนต้องการโอ้อวดความหรูหรา แต่สำหรับบอร์รอมินี เขาไม่เห็นว่าคำกล่าวเช่นนั้นจะเสียหายตรงไหน เขาต้องการให้อาคารของเขาดูสนุกสนานรื่นเริง เต็มไปด้วยความสวยสง่าและความเคลื่อนไหว หากวัตถุประสงค์ของโรงละครคือการให้ความบันเทิงแก่ผู้ชม แล้วทำไมเขาจะออกแบบโบสถ์ที่แสดงออกถึงความหรูหราและความงามที่จะทำให้เรานึกถึงสรวงสวรรค์ไม่ได้

เมื่อเราเดินเข้าไปในโบสถ์แบบที่บอร์รอมินีออกแบบ เราจะเข้าใจว่าความหรูหราสวยงามที่ว่านั้นเป็นเช่นไร หินอ่อนชนิดต่างๆ แผ่นทองคำ ปูนปั้น (stucco) ถูกนำมาใช้ตกแต่งเพื่อเนรมิตภาพจำลองของสรวงสวรรค์ที่จับต้องได้มากกว่าโบสถ์แบบยุคกลางที่มืดมิด สำหรับคนที่คุ้นเคยและชื่นชอบความเรียบง่าย เมื่อได้เห็นงานของบาร์รอมินีและศิลปินบาโรค อาจรู้สึกว่ามันสื่อถึงเรื่องทางโลกมากกว่าสวรรค์ อย่างไรก็ตาม โบสถ์คาทอลิกคิดต่างออกไป ยิ่งพวกโปรเตสแตนต์ปฏิเสธการประดับตกแต่งของชาวคาทอลิกมากเท่าไหร่ คาทอลิกก็ยิ่งสามารถแสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรคาทอลิกได้มากขึ้นเท่านั้น เพื่อดึงดูดให้ผู้คนหันมาศรัทธานิกายคาทอลิกอีกครั้ง เพราะฉะนั้น การปฏิรูปศาสนาที่ทำให้ศิลปะทางตอนเหนือซบเซากลับช่วยโหมกระพือศิลปะสไตล์บาโรคในอิตาลีให้ลุกโชนขึ้น

Interior of the Church of Sant'Agnese


ศาสนจักรตระหนักถึงพลังของศิลปะว่าเป็นมากกว่าการให้ความรู้เช่นความเชื่อในยุคกลาง ความยิ่งใหญ่ของศิลปะสามารถจูงใจให้ผู้คนหันมานับถือนิกายคาทอลิกได้ สถาปนิก จิตรกร และประติมากรจึงถูกเรียกตัวมาเพื่อสร้างโบสถ์ให้สวยงามยิ่งใหญ่แบบที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องตกตะลึง เราจะไม่สามารถเข้าใจหรือตัดสินศิลปะบาโรคได้หากเราไม่เห็นภาพยามที่ผู้คนเดินทางมาสวดภาวนาในโบสถ์เหล่านี้ เมื่อดวงไฟถูกจุดสว่าง กลิ่นของเปลวเทียนและควันไฟจะอบอวลไปทั่ว และเมื่อเสียงของออร์แกนดังขึ้น ผู้คนก็เหมือนหลุดไปยังอีกโลกหนึ่ง

การประดับตกแต่งถูกพัฒนาขึ้นอย่างมากโดยศิลปินอีกคนที่ชื่อ จิอัน ลอเรนโซ แบร์นินี (Gian Lorenzo Bernini 1598-1680) แบร์นินีเป็นศิลปินร่วมยุคกับบอร์รอมินี เขาโตกว่าวาน ไอค์และเบลาสเควซเพียงแค่ 1 ปี และอายุมากกว่าแรมแบรนท์ 8 ปี เช่นเดียวกับศิลปินเหล่านั้น แบร์นินีขึ้นชื่อในการสร้างภาพเหมือนบุคคลเช่นกัน รูปปั้นท่อนบน (Bust) ของคอสตันซา บัวนาเรลลี เป็นหนึ่งในงานชิ้นที่ดีที่สุดของแบร์นินี มันแสดงให้เห็นความสร้างสรรค์ของแบร์นินีที่ไม่เดินตามขนบ รูปปั้นของคอสตันซาดูมีชีวิต แบร์นินีสามารถจับชั่วขณะที่แบบแสดงตัวตนของเธอออกมา สำหรับการแสดงออกทางสีหน้า แบร์นินีก็ทำได้อย่างไม่มีใครเทียบ

Costanza Buonarelli (c. 1635), Gian Lorenzo Barinini, Marble


The Ecstasy of St Teresa คืองานประติมากรรมประดับห้องบูชาในโบสถ์เล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงโรมที่ชื่อ ซานตา มาเรีย เดลลา วิตตอเรีย (Santa Maria della Vittoria) ผู้ว่าจ้างคือพระคาร์ดินัลชาวเวนิสเพื่ออุทิศให้แก่นักบุญเทเรซา เทเรซาเป็นแม่ชีที่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 16 เธอเล่าถึงนิมิตอัศจรรย์ลงในหนังสือในชั่วขณะที่เธอกำลังเคลิบเคลิ้มในรสแห่งสวรรค์ เมื่อเทวดาของพระผู้เป็นเจ้าปักศรสีทองลงบนหัวใจของเธอ สร้างความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสแต่ในขณะเดียวกันก็มอบความสุขอย่างหาเปรียบไม่ได้ด้วย แบร์นินีกล้าที่จะแสดงเรื่องราวล่อแหลมเช่นนี้ออกมาเป็นภาพที่ชัดเจน เราเห็นนักบุญเทเรซาลอยอยู่บนก้อนเมฆ ไปสู่ลำแสงสีทองเบื้องบน เทวดาหนุ่มน้อยเข้ามาถึงตัวเธออย่างช้าๆ และนักบุญเทเรซากำลังเคลิบเคลิ้มไปกับความรู้สึกสุขล้น

The Ecstasy of St Teresa (1645-52), Gian Lorenzo Bernini, Santa Maria della Vittoria


The Ecstasy of St Teresa (Detail)


การจัดวางประติมากรรมชิ้นนี้ทำให้รู้สึกว่ามันลอยอยู่ได้โดยไม่มีอะไรรองรับ ช่องหน้าต่างจากด้านบนปล่อยลำแสงแท้จริงสาดส่องมาตามลำแสงสีทอง ลงมาสู่เหตุการณ์ด้านล่าง หากตัดสินด้วยมาตรฐานของดินแดนทางเหนือ งานชิ้นนี้อาจดูสื่ออารมณ์ชัดเจนเกินไปไม่เหมาะกับเรื่องราวทางศาสนา หากแต่เมื่อนึกถึงจุดประสงค์ของศิลปินคาทอลิกที่ต้องการกระตุกกระตุ้นความรู้สึกของชาวคริสต์แล้ว แบร์นินีได้นำพาผู้ชมไปไกลกว่าที่ศิลปินคนไหนเคยทำ หากเปรียบเทียบกับงานชิ้นก่อนๆ เราจะเห็นว่าการแสดงออกทางสีหน้าของนักบุญเทเรซารุนแรงและแจ่มแจ้งทางความรู้สึกกว่าที่งานชิ้นไหนๆ ไม่ว่าจะเป็นประติมากรรมกรีก Laocoon หรือ Dying Slave ของมิเคลันเจโล นอกจากนี้ การจัดวางลักษณะของเสื้อผ้าอาภรณ์ของแบร์นินีก็ต่างจากแต่ก่อน แทนที่จะปล่อยให้มันทิ้งตัวตามขนบแบบคลาสสิค แบร์นินีเลือกที่จะทำให้มันยับย่นเพื่อเพิ่มความรู้สึกตื่นเต้นและการเคลื่อนไหวให้กับงานของเขา ไม่นานหลังจากนั้นงานลักษณะแบบแบร์นินีก็ถูกลอกเลียนไปทั่วยุโรป

นอกจากรูปปั้นของแบร์นินีแล้ว เราจะเห็นความอลังการของงานจิตรกรรมที่ประดับภายในโบสถ์ด้วย ภาพวาดเพดานโบสถ์เจซุในกรุงโรมถูกวาดขึ้นโดย โจวานนี บัตติสตา กัลลี (Giovanni Battista Gaulli 1639-1709) ศิลปินต้องการสร้างความรู้สึกว่าเพดานโบสถ์เปิดโล่งสู่เบื้องบน ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ากำลังได้เห็นสวรรค์อันสวยงาม คอร์เรจโจเองเคยทำงานลักษณะใกล้เคียงกันมาก่อน แต่งานของกัลลีให้ความรู้สึกถึงการประดับประดามากกว่า ในภาพเราจะเห็นฉากการบูชาพระเยซู เทวดานางฟ้าและสาวกอยู่ล้อมรอบตัวพระองค์ ในขณะที่เหล่ามารร้ายและเทวดาบางองค์ถูกขับออกจากสวรรค์ ภาพบนเพดานซ้อนทับโครงสร้างของหลังคาอย่างแนบเนียน จนเราแทบแยกไม่ออกว่ามันเป็นภาพจริงหรือภาพลวงตา ภาพลักษณะนี้จะปราศจากความหมายหากไม่ได้อยู่ในที่ที่มันถูกกำหนดให้อยู่ งานในสมัยบาโรคต้องพึ่งพาการอุปถัมภ์จากศาสนจักร ซึ่งนั่นทำให้ความเป็นอิสระของศิลปินในประเทศที่เป็นคาทอลิกลดลงทุกทีๆ

The Worship of the Holy Name of Jesus (1670-83), Giovanni Gaulli, Fresco


ในช่วงศตวรรษที่ 18 ศิลปินอิตาเลียนขึ้นชื่อในเรื่องงานตกแต่งอาคารอย่างมาก พวกเขามีชื่อเสียงในเรื่องการทำปูนปั้นประดับและการวาดภาพเฟรสโก้ คนที่มีชื่อเสียงมากในยุคนี้ได้แก่ โจวานนี บัตติสตา ติเอโปโล (Giovanni Battista Tiepolo 1696-1770) ติเอโปโลทำงานทั้งในอิตาลี เยอรมนี และสเปน งานเลี้ยงของคลีโอพัตราคือภาพเฟรสโก้ประดับคฤหาสน์ลาเบียในเวนิส ซึ่งวาดขึ้นราวปี 1750 เนื้อหาในภาพเอื้อให้ติเอโปโลใช้สีสันสดใสรวมทั้งเครื่องแต่งกายที่สวยงาม เรื่องราวมีอยู่ว่า มาร์ค แอนโธนี จัดงานเลี้ยงขึ้นเพื่อต้อนรับราชีนีแห่งอียิปต์ อาหารจานแล้วจานเล่าถูกยกมาถวายแต่ก็ยังไม่ถูกพระทัยพระนาง คลีโอพัตราเลยเสนอว่าจะทำอาหารที่ดีเลิศกว่าที่จัดเตรียมเอาไว้ ว่าแล้วนางก็ดึงไข่มุกจากตุ้มหูออกมาผสมลงไปในเหล้าองุ่นและดื่มจนหมดถ้วย

The Banquet of Cleopatra (c. 1750), Giovanni Battista Tiepolo, Fresco


ภาพวาดลักษณะนี้ทำให้ผู้วาดสนุกและทำให้ผู้ชมเพลิดเพลิน แต่หลายคนก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความคิดเห็นว่า งานประเภทนี้ไม่มีคุณค่ายั่งยืนเหมือนงานอันเรียบง่ายของยุคก่อน และคิดว่าศิลปะอิตาลีเดินมาถึงจุดจบแล้ว

แต่มีศิลปะแขนงใหม่แขนงหนึ่งที่ศิลปินอิตาลีคิดค้นขึ้น นั่นก็คือภาพวิวทิวทัศน์ (landscape) งานเหล่านี้มักวาดขึ้นเพื่อเป็นของที่ระลึกสำหรับผู้ที่เดินทางมายังอิตาลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองเวนิส ที่ซึ่งวิวทิวทัศน์สวยงามจับใจ มีการก่อตั้งโรงเรียนเพื่อสอนศิลปะแขนงนี้โดยเฉพาะให้เพียงพอกับความต้องการ ตัวอย่างงานแขนงนี้ เช่น ภาพวิวเวนิสของฟรานเชสโค กวาร์ดิ (Francesco Guardi 1712-93) ในภาพแสดงให้เห็นว่าศิลปินเวนิสยังคงไม่ละทิ้งจุดเด่นในเรื่องการใช้แสงและสี นอกจากนี้ เราจะเห็นลักษณะเฉพาะของศิลปะบาโรคในเรื่องการเคลื่อนไหวและความน่าเกรงขามอีกด้วย

View of S. Giorgio Maggiore, Venice (c. 1775-80), Francesco Guardi, Oil on canvas


The Mirror of Nature: กระจกสะท้อนธรรมชาติ

เนเธอร์แลนด์ ศตวรรษที่ 17

การที่ยุโรปแบ่งออกเป็นฝ่ายคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ส่งผลกระทบต่องานศิลปะของประเทศเล็กๆ อย่างเนเธอร์แลนด์ ในส่วนของดินแดนทางตอนใต้ซึ่งปัจจุบันคือประเทศเบลเยี่ยมยังคงเป็นคาทอลิก เราได้เห็นแล้วว่ารูเบนส์ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองอันต์เวิร์ปได้รับงานว่าจ้างมากมายทั้งจากโบสถ์ เจ้าชาย และกษัตริย์ทั้งหลาย แต่ดินแดนทางตอนเหนือต่อต้านนิกายคาทอลิกและอิทธิพลจากสเปน ประชาชนในเมืองการค้าเหล่านี้เลือกที่จะหันไปนับถือนิกายโปรเตสแตนต์แบบเคร่งครัดเช่นเดียวกับพวกเพียวริตัน (Puritan) ในอังกฤษ ซึ่งศรัทธาการทำงานหนักและความประหยัดมัธยัสถ์ ต่างจากพวกทางใต้ที่เน้นความสรวลเสเฮฮา ชาวดัตช์ในดินแดนทางตอนเหนือจึงไม่อาจยอมรับสไตล์แบบบาโรคซึ่งแพร่หลายในประเทศคาทอลิกได้ แม้แต่ในงานสถาปัตยกรรม พวกเขาก็เลือกที่จะแสดงออกอย่างเรียบๆ ไม่หวือหวา

ในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 เมื่อเมืองอัมสเตอร์ดัมรุ่งเรืองถึงขีดสุด มีการสร้างศาลากลาง (City Hall) แห่งใหม่ เพื่อแสดงถึงความภาคภูมิใจและความสำเร็จของเมืองใหม่ พวกเขาเลือกโครงสร้างแบบเรียบง่ายและไม่มีการตกแต่งมากนัก

เราพอจะทราบมาก่อนหน้านี้แล้วว่าผลของการปฏิรูปศาสนา (Reformation) ทำให้ศิลปะในดินแดนที่หันไปนับถือนิกายโปรเตสแตนต์เงียบเหงาเพียงใด โดยเฉพาะในอังกฤษและเยอรมนี แม้ในช่วงยุคกลางศิลปะในดินแดนเหล่านี้จะเจริญรุ่งเรือง แต่เมื่อมาถึงยุคปฏิรูปศาสนา ศิลปินก็ไม่ได้กลายเป็นอาชีพในฝันของใครอีกต่อไป ในเนเธอร์แลนด์ งานฝีมือมีความโดดเด่นมาก แต่เมื่อข้อจำกัดมากขึ้น ศิลปินจำนวนมากต้องหันไปสร้างงานเฉพาะทางขึ้นที่ไม่ขัดต่อความเชื่อทางศาสนาแบบใหม่

แนวจิตรกรรมที่สำคัญที่สุดได้แก่การวาดภาพเหมือนบุคคล (portrait) พ่อค้าและชนชั้นกลางผู้ร่ำรวยจำนวนมากต้องการให้ศิลปินวาดรูปเหมือนของตน นายกเทศมนตรีและข้าราชการเองก็อยากมีภาพเหมือนของตนเก็บไว้ กลุ่มคณะกรรมการและสภาผู้ปกครองนิยมให้วาดภาพเหมือนกลุ่มในห้องประชุม และหากศิลปินคนไหนทำงานได้ถูกใจ เขาก็จะมีรายได้สม่ำเสมอจากงานประเภทนี้ แต่หากเมื่อไรศิลปินคนนั้นตกยุคไป เขาก็อาจต้องเผชิญชะตากรรมอันน่าเศร้า

ศิลปินที่โดดเด่นในช่วงนี้ได้แก่ ฟรันช์ ฮาลส์ (Frans Hals 1580?-1666) ฮาลส์เป็นศิลปินร่วมยุคกับรูเบนส์ พ่อแม่ของเขาจากดินแดนทางตอนใต้มาเพราะหันไปนับถือนิกายโปรเตสแตนต์ พวกเขาย้ายมาอยู่ที่เมืองฮาร์เลม (Haarlem) เราไม่ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของฮาลส์มากนักนอกจากว่าเขามักเป็นหนี้ร้านขนมปังและช่างทำรองเท้าอยู่เสมอๆ ในช่วงบั้นปลาย เขาได้รับคูปองปันอาหารจากโรงทานซึ่งเขาเคยวาดภาพเหมือนให้กับคณะผู้ว่าการของที่นั่น

ในภาพงานเลี้ยงฉลองเจ้าหน้าที่ของเซนต์ จอร์จ มิลิเทีย คัมปานี เราจะได้เห็นวิธีที่ฮาลส์นำเสนอภาพรูปแบบใหม่ พลเมืองชาวเนเธอร์แลนด์ส่วนมากต้องเข้ารับการเกณฑ์เป็นทหารภายใต้การบัญชาการของผู้ปกครองเมือง ในเมืองฮาร์เลมที่ฮาลส์อาศัยอยู่ มีธรรมเนียมปฏิบัติอยู่ว่าเมื่อทหารเหล่านี้เสร็จสิ้นภารกิจจะมีการจัดงานเลี้ยงฉลอง และก็เป็นธรรมเนียมอีกเช่นกันที่จะต้องมีการวาดภาพเหมือนขนาดใหญ่ของทหารเหล่านี้

Banquet of the officers of the St George Militia Company (1616), Frans Hals, Oil on canvas

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบันทึกภาพเหมือนของคนจำนวนมากในภาพเดียวกันโดยไม่ทำให้ภาพดูแข็งกระด้างและสับสน แต่ฮาลส์เข้าใจตั้งแต่ต้นว่าจะถ่ายทอดชั่วขณะแห่งความสุขในการเฉลิมฉลองอย่างไร โดยยังคงความเป็นปัจเจกของแต่ละคนเอาไว้ เขาถ่ายทอดบุคคลในภาพอย่างสมจริงราวกับเราได้พบคนเหล่านั้นตรงหน้า

นอกจากภาพเหมือนแบบหมู่ ภาพเหมือนบุคคลก็แสดงให้เห็นความสามารถในการถ่ายทอดของฮาลส์เช่นกัน เพียงแต่มันสร้างรายได้ให้เขาและครอบครัวเพียงน้อยนิดเท่านั้น เช่นภาพเหมือนของปีเตอร์ วาน เดน โบรค หากเปรียบเทียบกับงานในยุคก่อนหน้า ภาพนี้ของฮาลส์ดูเหมือนภาพสแน็ปช็อตมากกว่า ในภาพเหมือนของศิลปินอย่างวาน ไดค์ รูเบนส์ หรือเบลาสเควซ แม้จะดูเหมือนจริงตามธรรมชาติ แต่เราอดที่จะรู้สึกไม่ได้ว่ามันยังมีการจัดท่าทางองค์ประกอบบางอย่างเพื่อสร้างความสง่างามให้กับตัวแบบ แต่ภาพของฮาลส์ทำให้เราเห็นว่าเขาแสดงตัวตนที่แท้จริงของแบบในชั่วเสี้ยวขณะที่เขาเห็น มันยากที่เราจะรู้สึกได้ถึงความแปลกใหม่ที่ฮาลส์ทำ เพราะเราเห็นภาพมามากมายจนชินตา หากแต่ในสมัยนั้น ฝีแปรงของฮาลส์ดูฉับไว ไม่ว่าจะเป็นเส้นผมหรือชายแขนเสื้อ ราวกับต้องการจะบันทึกชั่วขณะที่กำลังเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว แม้ฝีแปรงของฮาลส์จะดูรวดเร็วหากแต่ก็ผ่านการคิดไตร่ตรองมาก่อน และถึงภาพจะไม่ได้อยู่ในลักษณะสมมาตรแต่ก็ดูสมดุล

Pieter van den Broecke (c. 1633), Frans Hals, Oil on canvas

สำหรับศิลปินที่ไม่มีความถนัดในการวาดภาพเหมือนบุคคล ต้องทำใจว่าจะไม่ได้รับงานว่าจ้างสม่ำเสมอ ต่างจากศิลปินในยุคกลางหรือสมัยเรอเนซองส์ที่มีผู้อุปถัมภ์ชัดเจน ศิลปินดัตช์ในส่วนที่เป็นโปรเตสแตนต์ต้องวาดภาพขึ้นก่อนแล้วจึงหาผู้มาซื้อภายหลัง จริงอยู่ว่าด้วยวิธีการนี้ ศิลปินมีอิสระอย่างสูงในการสร้างงาน แต่ราคาที่ต้องจ่ายไปก็คือ แทนที่จะเดาใจเฉพาะผู้ว่าจ้างน้อยคน ถึงตอนนี้ พวกเขาต้องพยายามสร้างงานเอาใจสาธารณชน ศิลปินดัตช์เหล่านี้ต้องเอาภาพไปขายตามตลาดหรือไม่ก็ต้องยอมได้ราคาต่ำลงโดยขายผ่านคนกลางเพื่อตัดความยุ่งยากที่ต้องเจอ การแข่งขันมีสูงมาก เพราะฉะนั้น ศิลปินเหล่านี้จึงเริ่มสร้างงานที่มีลักษณะเฉพาะตัวขึ้น เพื่อที่ว่าฝูงชนจะได้รู้ว่างานประเภทไหนที่เขาอยากได้และจะหาได้จากใคร

หากศิลปินคนไหนโด่งดังเรื่องภาพสงครามหรือการต่อสู้ เขาก็จะสร้างงานประเภทนั้น ใครที่ถนัดวาดภาพทิวทัศน์อาบแสงจันทร์ก็จะวาดแต่งานแบบนั้น จากจุดเริ่มต้นในช่วงศตวรรษที่ 16 สถานการณ์เดินมาไกลในช่วงศตวรรษถัดมา ศิลปินมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนำเสนออย่างลึกซึ้ง เช่นศิลปินที่วาดภาพปลาก็จะรู้เรื่องปลาทุกแง่มุมจนสามารถถ่ายทอดภาพเกล็ดปลาที่เปียกชุ่มน้ำได้อย่างเหมือนจริง ศิลปินที่วาดภาพเกี่ยวกับทะเลก็จะรู้จักทะเลเป็นอย่างดีและสามารถถ่ายทอดอารมณ์ของทะเลได้ทุกรูปแบบ

ศิลปินคนหนึ่งที่ถ่ายทอดภาพวิวทิวทัศน์ (landscape) ได้อย่างตรึงใจได้แก่ ยาน วาน โคเยน (Jan van Goyen 1596-1656) ในภาพกังหันลมริมแม่น้ำ โคเยนแสดงให้เราเห็นความสวยงามและชีวิตที่เรียบง่ายในชนบท โคเยนอยู่ร่วมยุคกับโคล้ด โลร์รัง ซึ่งหากเราเปรียบเทียบภาพของสองคนนี้แล้ว จะพบว่าภาพของโคเยนดูจริงใจกว่ามากในขณะที่ภาพของโลร์รังดูเป็นการประดิษฐ์ให้สวยงามมากกว่า จริงอยู่ว่าภาพของโลร์รังให้แรงบันดาลใจแก่ศิลปินในอังกฤษและที่อื่นๆ ในการวาดภาพทิวทัศน์ ซึ่งต่อมาเรียกว่า ‘picturesque’ หากแต่เป็นภาพแบบโคเยนที่ทำให้เราได้เห็นความงามตามธรรมชาติที่แท้จริงแบบไม่ปรุงแต่ง

Windmill by a River (1642), Jan van Goyen, Oil on canvas

ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฮอลแลนด์คงจะไม่มีใครเกิน แรมแบรนท์ วาน ไรจ์น (Rembrandt van Rijn (1606-69) เขาเป็นศิลปินรุ่นหลังฟรันช์ ฮาลส์และรูเบนส์ และเด็กกว่าวาน ไดค์และเบลาสเควซ แรมแบรนท์ไม่ใช่นักจดบันทึก หากแต่เราทราบเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาจากภาพเหมือนซึ่งเขาวาดต่อเนื่องตั้งแต่วัยหนุ่มตอนเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จเรื่อยมาจนถึงวัยชราที่ใบหน้ายับย่น แสดงให้เห็นถึงโศกนาฏกรรมแห่งชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการล้มละลายหรือความโดดเดี่ยว ภาพเหมือนเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวของชายที่ชื่อแรมแบรนท์ได้เป็นอย่างดี

Self-Portrait (c. 1655-8), Rembrandt van Rjin, Oil on canvas


แรมแบรนท์เกิดเมื่อปี 1606 ในเมืองมหาวิทยาลัยที่ชื่อ เลเดน (Leiden) เขาเรียนอยู่พักหนึ่งแต่ก็เลิกเรียนเพื่อมาเป็นจิตรกร เมื่ออายุได้ 25 ปี แรมแบรนท์ออกจากเมืองเลเดนไปยังอัมสเตอร์ดัม ที่นั่นเขากลายเป็นจิตรกรวาดภาพเหมือนที่มีชื่อ แรมแบรนท์แต่งงานกับหญิงสาวฐานะดี ซื้อบ้าน สะสมงานศิลปะ และทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง เมื่อภรรยาของเขาเสียชีวิตในปี 1642 เธอทิ้งมรดกไว้ให้เขาพอตัว แต่ชื่อเสียงของแรมแบรนท์เริ่มตกต่ำลง เขามีหนี้สินจำนวนมาก ไม่นานหลังจากนั้น เขาต้องขายบ้านและเอางานศิลปะออกประมูลเพื่อเอาเงินไปคืนเจ้าหนี้ โชคดีที่เขาได้รับความช่วยเหลือจากคนรักใหม่และลูกชายจึงรอดพ้นวิกฤตมาได้ แต่แรมแบรนท์มีชีวิตยืนยาวกว่าคนรักและลูกของเขา ในช่วงบั้นปลายเขาจึงอยู่อย่างโดดเดี่ยว และเมื่อเขาเสียชีวิตในปี 1669 สมบัติของเขามีเพียงเสื้อผ้าเก่าๆ และอุปกรณ์วาดภาพไม่กี่ชิ้น

ภาพเหมือนในวัยชราของแรมแบรนท์แสดงให้เห็นใบหน้าที่อ่อนล้า เขาไม่ได้พยายามกลบเกลื่อนหรือซ่อนเร้นความน่าเกลียดของตัวเองแม้แต่น้อย หากแต่ถ่ายทอดออกมาอย่างซื่อตรง ในภาพเหมือนของยาน ซิกส์ ซึ่งต่อมาภายหลังได้เป็นผู้ว่าการเมืองอัมสเตอร์ดัม แรมแบรนท์ถ่ายทอดตัวตนของแบบออกมาได้อย่างสมจริง เรารู้สึกได้ถึงชีวิตของชายผู้นี้ราวกับเรารู้จักเขา ภาพเหมือนในอดีตก็สามารถแสดงตัวแบบได้อย่างสมจริงเช่นกัน แต่เรารู้สึกได้ว่าสิ่งที่แสดงออกมาเป็นตัวตนเพียงบางส่วน ซึ่งส่วนมากมักเป็นด้านที่ดีและสวยงาม แต่เฉกเช่นเดียวกับที่โมนา ลิซาไม่สามารถยิ้มได้ตลอดไป คนเราก็มีแง่มุมบางอย่างที่ปิดซ่อนเอาไว้ ภาพเหมือนของแรมแบรนท์ดึงเอาสิ่งที่ซ่อนเร้นเหล่านั้นออกมา เขาแสดงให้เห็นคนจริงๆ ที่มีความปรารถนาจะได้รับความเห็นอกเห็นใจ มีความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา และมีความทุกข์ซ่อนอยู่ภายใน

Jan Six (1654), Rembrandt van Rjin, Oil on canvas


แรมแบรนท์รู้จักอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ดี นั่นทำให้ภาพเรื่องราวทางศาสนาของเขาแตกต่างไปจากศิลปินส่วนใหญ่ แรมแบรนท์เป็นโปรเตสแตนต์ที่เคร่งครัด เขาอ่านคัมภีร์ไบเบิลครั้งแล้วครั้งเล่า และคิดใคร่ครวญว่าเหตุการณ์จริงๆ จะเป็นเช่นไร และตัวละครจะแสดงออกอย่างไรบ้าง แต่แรมแบรนท์จะไม่ใส่ท่าทางให้ตัวละครของเขามากจนเกินไป เช่นในภาพการคืนดีของกษัตริย์ดาวิดและอับซาลอม ซึ่งเป็นเรื่องราวจากพระคัมภีร์เก่า (Old Testament) แรมแบรนท์นึกถึงว่าคนจากตะวันออกไกลจะมีลักษณะเช่นไร เขานำเสนอดาวิดและลูกชายแบบชาวตะวันออกที่เขาเห็นในเมืองอัมสเตอร์ดัม กษัตริย์เดวิดจึงสวมผ้าโพกศีรษะแบบพวกแขกและตัวอับซาลอมเองก็มีดาบโค้งแบบที่ชาวตะวันออกใช้ เครื่องแต่งกายและของประดับทำให้แรมแบรนท์สามารถใช้แสงเพื่อแสดงรายละเอียดเหล่านั้นออกมา เช่น เนื้อผ้า ทองคำ และเพชรพลอยต่างๆ

The Reconciliation of David and Absalom (1642), Rembrandt van Rjin, Oil on wood

แต่แรมแบรนท์ต่างจากรูเบนส์และเบลาสเควซตรงที่เขาใช้สีไม่มากนักและไม่ใช้โทนที่จัดจ้าน ส่วนมากค่อนข้างหม่นอย่างสีน้ำตาลมากกว่า สีหม่นเข้มเหล่านี้นี่เองที่ช่วยขับเน้นตัวละครและรายละเอียดของภาพขึ้นมา เนื่องจากโทนสีตัดกันอย่างเด่นชัด ทำให้แสงสีในภาพของแรมแบรนท์ดูส่องประกายสุกใส นอกจากนี้ ท่าทางและสีหน้าอันสงบของเดวิดที่ให้อภัยบุตรชายผู้กำลังซุกตัวในอ้อมกอดของบิดาส่งผ่านความรู้สึกออกมามากมาย แม้เราจะไม่เห็นใบหน้าของอับซาลอม แต่เราก็สามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของเขา

แรมแบรนท์เป็นศิลปินภาพพิมพ์เช่นเดียวกับดูเรอร์ เพียงแต่เขาไม่ได้ใช้เทคนิคภาพพิมพ์ไม้ (woodcut) หรือภาพพิมพ์แกะลาย (engraving) อีกต่อไป แต่หันไปสร้างงานด้วยเทคนิค ภาพพิมพ์กัดกรด (etching) ซึ่งทำให้ศิลปินสามารถทำงานได้เป็นอิสระกว่าเดิม โดยศิลปินจะเคลือบขี้ผึ้งบนแผ่นทองแดง จากนั้นจึงใช้เข็มวาดภาพลงไปบนเนื้อขี้ผึ้ง ส่วนที่ศิลปินวาด ขี้ผึ้งจะถูกเขี่ยออกไปทำให้เห็นพื้นผิวของแผ่นทองแดงด้านล่าง เมื่อวาดเสร็จแล้วจึงนำแผ่นทองแดงไปแช่ในกรดซึ่งจะกัดกร่อนส่วนที่ไม่มีขี้ผึ้งเกิดเป็นลายเส้นบนแผ่นทองแดงนั้น แผ่นทองแดงนี้สามารถนำไปพิมพ์วิธีเดียวกับภาพพิมพ์แกะลาย ความแตกต่างระหว่างเทคนิคทั้งสองดูได้จากลายเส้น โดยภาพพิมพ์แบบกัดกรดนั้นลายเส้นจะดูพลิ้วไหวกว่า เช่นในภาพพระเยซูแสดงคำสอนต่อชาวบ้านซึ่งส่วนมากเป็นชาวยิว หากใครคุ้นเคยกับรูปร่างที่สวยงามแบบศิลปะอิตาเลียนอาจจะเมินหน้าหนี เพราะคนในภาพเหล่านี้เป็นคนธรรมดาสามัญ แรมแบรนท์ได้รับอิทธิพลของคาราวัจโจผ่านผลงานของศิลปินดัชต์ทั้งหลาย เขาจึงเชิดชูความจริงและความซื่อตรงมากกว่าความกลมกลืนสวยงามแบบอุดมคติ

Christ Preaching (c. 1652), Rembrandt van Rjin, Etching


หากเราจำงานของบรูเกลได้ ในช่วงศตวรรษที่ 17 ศิลปินดัตช์ที่นำเสนองานแนวเดียวกันนี้ได้อย่างน่าชื่นชมคือ ยาน สตีน (Jan Steen 1626-79) ลูกเขยของ ยาน วาน โคเยน เช่นเดียวกับศิลปินส่วนมากในยุคของเขา สตีนไม่สามารถหาเลี้ยงชีพได้ด้วยการวาดภาพเพียงอย่างเดียว เขาจึงเปิดโรงเตี๊ยมเล็กๆ เพื่อเป็นรายได้หลัก โรมเตี๊ยมของสตีนทำให้เขาได้สังเกตผู้คนอันหลากหลาย ซึ่งสตีนนำไปใช้ในงานของเขา ในภาพงานเลี้ยงรับขวัญ เราจะได้เห็นความมีชีวิตชีวาของผู้คนในยุคนั้น ทางซ้ายเราจะเห็นว่าผู้เป็นแม่ยังคงนั่งพักฟื้นอยู่บนเตียง เพื่อนฝูงและญาติมิตรต่างห้อมล้อมคุณพ่อคนใหม่ที่กำลังอุ้มเด็กน้อยอยู่ หญิงสาวที่ยืนหันหลังเป็นภาพที่สวยงามในตัวเอง ด้วยสีสันของเสื้อผ้าและผิวพรรณอันสดใสของเธอ

The Christening Feast (1664), Jan Steen, Oil on canvas


ศิลปินที่โดดเด่นมากอีกคนหนึ่งในยุคนี้คือ ยาน แฟร์เมียร์ วาน เดลฟท์ (Jan Vermeer van Delft 1632-75) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า ยาน แฟร์เมียร์ เขาเป็นศิลปินที่ทำงานอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งร้อน ดังนั้นงานของเขาจึงมีไม่มากชิ้นนัก เรื่องราวในภาพก็มักไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ ส่วนมากเป็นฉากของกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในบ้าน เช่น หญิงสาวรินน้ำนม (The Kitchen Maid) เป็นต้น

ยาน แฟร์เมียร์ ถือว่าเป็นผู้พลิกโฉมการวาดภาพชีวิตประจำวัน หรือ “ฌองร์” (Genre painting) ภาพของแฟร์เมียร์ไม่จำเป็นต้องดูรื่นเริงหรือวุ่นวาย มันดูเหมือนภาพหุ่นนิ่ง (still life) ที่มีคนอยู่ภายในภาพมากกว่า ยากที่จะอธิบายว่าทำไมภาพเหล่านี้จึงเป็นงานชั้นเลิศ แต่ใครก็ตามที่มีโอกาสได้เห็นภาพต้นฉบับอาจจะพอเข้าใจถึงเหตุผลที่ทำให้ภาพเหล่านี้พิเศษ แฟร์เมียร์สามารถถ่ายทอดรายละเอียดอย่างสมจริง ไม่ว่าจะเป็นผืนผ้า สีสัน และรูปทรงของสิ่งต่างๆ ภาพดูเป็นธรรมชาติและนุ่มนวล แสดงให้เห็นถึงความงามอันเรียบง่าย เมื่อได้ดูภาพของแฟร์เมียร์ เราอาจจะพอเข้าใจถึงความรู้สึกของเขาเมื่อเห็นลำแสงอบอุ่นสาดส่องเข้ามาในห้อง ทำให้เขาสามารถขับเน้นแสงและเงาของสิ่งต่างๆ ที่เขาเห็นออกมาเป็นภาพที่งดงาม

The Kitchen Maid (c. 1660), Jan Vermeer, Oil on canvas


The creative process

กระบวนการสู่ความสร้างสรรค์

โดย เปาโล โคเอลโย

กระบวนการในการสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นด้านวรรณกรรม วิศวกรรม หรือเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ หรือกระทั่งกับความรัก ล้วนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์แบบเดียวกัน นั่นคือ วัฏจักรแห่งธรรมชาติ ต่อไปนี้คือขั้นตอนต่างๆ เพื่อไปสู่กระบวนการสร้างสรรค์

  • ไถพรวนดิน – ชั่วขณะที่หน้าดินถูกพลิกขึ้น ออกซิเจนจะแทรกตัวเข้าไปในบริเวณที่เคยถูกกดทับเอาไว้ ผืนดินดูเปลี่ยนไป ดินที่เคยอยู่ด้านบนตอนนี้ถูกกลบไปอยู่ด้านล่าง และดินที่เคยอยู่ด้านล่างถูกพลิกขึ้นมาด้านบน กระบวนการเปลี่ยนแปลงจากภายในเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การที่เรารู้จักประเมินคุณค่าที่อยู่ภายในจะทำให้เรามองชีวิตอย่างไร้เดียงสาอีกครั้งแบบไม่ต้องใช้ความคิดมากจนเกินไป เราจะรู้สึกไม่ต่างจากดินที่ถูกพลิกขึ้นมาสัมผัสแสงอาทิตย์เป็นครั้งแรกและรู้สึกได้ถึงพลังอันเจิดจ้าของมัน และเมื่อนั้น เราจะพร้อมรับความอัศจรรย์จากแรงบันดาลใจ นักสร้างสรรค์ที่ดีต้องรู้จักปรับเปลี่ยนคุณค่าภายในอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่พอใจเพียงแค่คุณค่าที่ตนเชื่อมั่นว่าเข้าใจมันถ่องแท้
  • หว่านเมล็ด – การงานทุกชนิดเป็นผลผลิตมาจากการได้สัมผัสกับชีวิต ไม่มีนักสร้างสรรค์คนไหนขังตัวเองอยู่แต่ในหอคอยงาช้าง เขาจำเป็นต้องสัมพันธ์และแบ่งปันประสบการณ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพราะเขาไม่มีทางรู้ว่าสิ่งใดที่เขาได้พบเจอในวันนี้จะกลายเป็นสิ่งสำคัญในวันข้างหน้า เพราะฉะนั้น ยิ่งเขาใช้ชีวิตเข้มข้นมากขึ้นเท่าไหร่ โอกาสในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ก็เพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ดังที่ เลอ คอร์บูซิเยร์ (สถาปนิกชื่อดัง) เคยกล่าวเอาไว้ว่า “เมื่อใดที่มนุษย์พยายามบินโดยเลียนแบบนก เขาไม่มีวันทำสำเร็จ” แนวคิดเดียวกันนี้ใช้ได้กับศิลปิน หน้าที่ของศิลปินคือสื่อสารอารมณ์ออกมา แต่เขามิอาจเข้าใจทุกแง่มุมของความรู้สึกนั้น และหากเขาพยายามจะเลียนแบบหรือควบคุมแรงบันดาลใจของตน เขาจะไม่มีวันไปถึงสิ่งที่เขาปรารถนา ศิลปินจำต้องปล่อยให้ชีวิตมีอิสระในการหว่านเมล็ดพันธุ์บนผืนดินอันอุดมของจิตที่อยู่ลึกลงไปภายในด้วย
  • เติบโต – มีบางครั้งที่งานเขียนหลั่งไหลออกมาเองจากก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณของนักเขียน โดยยังไม่เปิดเผยตัวทั้งหมด เช่นในงานวรรณกรรม บางครั้งหนังสือก็มีอิทธิพลเหนือผู้เขียน หรืออาจเป็นไปในทางกลับกัน ชั่วขณะเช่นนี้เองที่ คาร์ลอส ดรุมมอนด์ เดอ อันแดรด กวีชาวบราซิล เคยอธิบายไว้ว่า เขาไม่น่าดึงดันที่จะสืบเสาะหาวลีที่หลุดลอยไป เพราะวลีเหล่านั้นอาจไม่สมควรที่จะออกมาโลกภายนอก ในช่วงแห่งการเติบโตนี้ มีบางคนที่ผมรู้จักใช้เวลาทั้งชีวิตจดบันทึกทุกสิ่งที่เขานึกขึ้นมาได้ โดยไม่เคยใส่ใจสิ่งที่ผุดขึ้นมาในส่วนที่ลึกที่สุดของจิตใจ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ บันทึกเหล่านั้นซึ่งเป็นผลผลิตจากความจำไปรบกวนการเติบโตของแรงบันดาลใจ ด้วยเหตุนี้ นักสร้างสรรค์จำเป็นต้องอดใจรอในช่วงเวลาแห่งการเติบโต เช่นเดียวกับชาวนาที่รู้ว่าตัวเองไม่สามารถควบคุมปัจจัยทั้งหมด เพราะอาจจะเจอหน้าแล้งหรือฤดูน้ำหลากก็ได้ แต่หากเขาเรียนรู้ที่จะรอคอย ต้นกล้าที่แข็งแรงซึ่งสามารถยืนหยัดผ่านภูมิอากาศอันเลวร้ายมาได้จะค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
  • เก็บเกี่ยว – นี่เป็นจังหวะที่มนุษย์จะปรากฏตัวบนผืนดินที่เขาหว่านเมล็ดและปล่อยให้เมล็ดเหล่านั้นเติบโต หากเขาเก็บเกี่ยวแต่เนิ่นๆ ผลที่ได้จะมีสีเขียว แต่ถ้าเก็บเกี่ยวช้าเกินไป ผลที่ได้ก็จะเน่าเสียไปก่อน ศิลปินทุกคนจะรู้เมื่อจังหวะนี้มาถึง แม้ว่าบางมุมมองอาจยังไม่พัฒนาเต็มที่ แนวคิดบางอย่างอาจยังไม่กระจ่างชัด แต่สิ่งเหล่านั้นจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนในขณะที่งานเดินหน้าไป นักสร้างสรรค์รู้ว่าถึงเวลาที่เขาต้องมุมานะตั้งแต่เช้ายันค่ำเพื่อให้งานเสร็จสิ้น โดยปราศจากความกลัวและเต็มเปี่ยมไปด้วยวินัย

แล้วเราจะทำอะไรกับผลผลิตที่ได้มาดี ถึงตอนนี้เราต้องมองกลับไปที่ธรรมชาติอีกครั้ง สิ่งที่เธอทำคือการแบ่งปันกับทุกๆ คน ศิลปินที่อยากเก็บงานเอาไว้กับตัวกำลังฉ้อโกงชั่วขณะที่เขาได้รับมา และเป็นการหักหลังสิ่งที่เขาได้เรียนรู้มาจากบรรพบุรุษ ถ้าเราเก็บผลผลิตเอาไว้ในยุ้งฉาง คุณค่าของมันจะลดลงแม้ว่าเราจะเก็บเกี่ยวถูกเวลา เมื่อการเก็บเกี่ยวสิ้นสุดลง มันเป็นเวลาของการแบ่งปันผลผลิตจากจิตวิญญาณของคุณ โดยไม่ต้องกลัวหรืออับอายแต่อย่างใด

และนี่คือหน้าที่ของศิลปิน ไม่ว่ามันจะเจ็บปวดหรือสุขล้ำสักเพียงใด

Vision and Visions: มุมมองใหม่

ประเทศคาทอลิกในยุโรป ต้นศตวรรษที่ 17

โดยส่วนใหญ่ ประวัติศาสตร์ศิลปะมักถูกมองว่าเป็นการอธิบายเรื่องราวของสไตล์หนึ่งที่มาแทนที่อีกสไตล์หนึ่ง เราได้เห็นแล้วว่าศิลปะสไตล์นอร์มันหรือโรมันเนสค์ซึ่งโดดเด่นในเรื่องการใช้ซุ้มโค้งถูกแทนที่ด้วยซุ้มยอดแหลมของสไตล์กอธิค และซุ้มยอดแหลมแบบกอธิคก็ถูกแทนที่ด้วยสไตล์เรอเนซองส์ สำหรับสไตล์หลังจากยุคเรอเนซองส์ เรามักเรียกกันว่า บาโรค (Baroque)

ในขณะที่สไตล์ศิลปะก่อนหน้าสามารถแยกออกจากกันได้ด้วยลักษณะเฉพาะบางอย่าง แต่สไตล์บาโรคไม่ได้มีสิ่งบ่งบอกชัดเจนขนาดนั้น ความจริงก็คือ ตั้งแต่ยุคเรอเนซองส์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน สถาปนิกมักหยิบยืมองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิคมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเสากลม (column) เสาแบน (pilaster) รวมทั้งองค์ประกอบตามแนวนอนที่รองรับด้วยเสาที่เป็นคานที่เรียกว่า “เอ็นแทเบลอเชอร์” (entablature) ลักษณะอาคารเช่นนี้ส่งต่อมาถึงยุคปัจจุบัน แน่นอนว่าในช่วงระยะเวลาที่ยาวนานย่อมมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น และมันง่ายที่จะแบ่งแยกความเปลี่ยนแปลงแต่ละช่วงโดยใช้ชื่อเรียกเฉพาะ

สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ ชื่อที่เราใช้เรียกสไตล์ต่างๆ มักเป็นคำที่แสดงถึงการดูหมิ่น เช่น คำว่า “กอธิค” เป็นคำที่นักวิจารณ์อิตาเลียนในยุคเรอเนซองส์ใช้เรียกแนวศิลปะของพวกป่าเถื่อนอย่างพวกกอธที่ทำลายจักรวรรดิโรมันอันรุ่งเรืองของพวกเขา คำว่า “แมนเนอริสม์” ก็มีนัยถึงการลอกเลียนแบบอย่างผิวเผินซึ่งนักวิจารณ์ในศตวรรษที่ 17 ใช้เรียกศิลปินในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 ส่วนคำว่า “บาโรค” ก็เป็นคำที่นักวิจารณ์ในยุคถัดมาใช้เรียกแนวศิลปะในช่วงศตวรรษที่ 17 ในเชิงขบขัน จริงๆ แล้วคำว่าบาโรคมีความหมายว่า เหลวไหลไร้สาระ (absurd) หรือ แปลกพิลึก (grotesque) อันเป็นคำที่ถูกนำมาใช้โดยกลุ่มคนที่เห็นว่าองค์ประกอบของศิลปะแบบคลาสสิคไม่ควรนำมาดัดแปลงหากแต่ควรถูกนำไปใช้ตามขนบแบบศิลปินกรีกและโรมัน การไม่เคารพกฎของศิลปะแบบคลาสสิคถือเป็นความตกต่ำทางรสนิยม พวกเขาจึงเรียกสไตล์ดังกล่าวว่า “บาโรค”

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแยกความแตกต่างออกได้ในทันที เนื่องจากเราได้เห็นรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิคทั้งแบบแท้และเทียมมาจนเคยชิน จนเราค่อนข้างจะเฉยเมยต่อความแตกต่างที่มี เพราะฉะนั้น ด้านหน้าอาคารของโบสถ์เจซุ (Il Gesù) คงไม่ได้ทำให้เราตื่นเต้นมากนัก เพราะเราเห็นการลอกเลียนแบบอาคารลักษณะนี้มาจนเจนตา ทั้งในทางที่ดีและไม่ดี

กระนั้น เมื่อโบสถ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในกรุงโรมในปี 1575 มันถือเป็นการปฏิวัติงานสถาปัตยกรรมทั้งปวงที่มีมาก่อนหน้านี้ มันไม่ใช่โบสถ์ทั่วๆ ไปที่มีดาษดื่นในกรุงโรม หากแต่คือโบสถ์แห่งนิกายเยซูอิดแห่งแรกซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยความหวังที่จะต่อสู้กับการปฏิรูปทางศาสนา (Reformation) ซึ่งแพร่กระจายไปทั่วยุโรป

Il Gesù (c. 1575-7), Giacomo della Porta, Early Baroque Church

แผนผังของโบสถ์เจซุไม่เหมือนที่เคยมีมาก่อน มันมีลักษณะเป็นรูปไม้กางเขนและมีหลังคาโดมอยู่ด้านบน โถงทางเดินหรือเนฟ (Nave) นำไปสู่แท่นบูชา ด้านหลังแท่นบูชาคือ แอพส์ (Apse) หรือมุขครึ่งวงกลม ลักษณะเช่นนี้คล้ายคลึงกับโบสถ์แบบบาซิลิกาในยุคคริสเตียนตอนต้น และเพื่อการสวดภาวนาอย่างสงบต่อนักบุญแต่ละองค์ ห้องสวดมนต์ขนาดเล็กถูกวางเรียงรายตลอดสองข้างทางของโถงทางเดิน ส่วนปลายสุดของปีกไม้กางเขนมีห้องสวดมนต์ขนาดใหญ่ทั้งสองด้าน แผนผังเช่นนี้เรียบง่ายและชาญฉลาดจึงถูกใช้เรื่อยมา เป็นการผสมผสานลักษณะโบสถ์แบบยุคกลาง นั่นคือโถงทางเดินยาวที่ขับเน้นแท่นบูชาให้โดดเด่น ภายใต้แผนผังแบบเรอเนซองส์ซึ่งทำให้พื้นที่ภายในโล่งกว้างและสว่างไสวด้วยแสงที่ส่องผ่านลงมาทางหลังคาโดม

Interior of Il Gesù


สถาปนิกผู้ออกแบบโบสถ์แห่งนี้คจาโคโม เดลลา พอร์ตา (Giacomo della Porta 1541?-1602) หากดูด้านหน้าของอาคาร เราจะพบว่ามันแปลกใหม่ไม่ต่างจากภายใน เห็นได้ชัดว่ามีการนำองค์ประกอบสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิคมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเสากลมหรือเสาแบน หากแต่สถาปนิกนำเสาเหล่านั้นมาผูกรวมกันเป็นคู่ๆ กลุ่มเสาเหล่านี้รองรับคานพาดหัวเสา (architrave) เอาไว้ เหนือขึ้นไปเป็นส่วนแอตติค (Attic) ที่เชื่อมต่อกับชั้นบน นอกจากนี้บริเวณทางเข้าหลักถูกขนาบด้วยต้นเสาและทางเข้าเล็กๆ สองข้าง ทำให้นึกถึงประตูชัยของชาวโรมัน แม้ศิลปินในยุคนี้จะนำองค์ประกอบสถาปัตยกรรมคลาสสิคมาประยุกต์ใช้จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม หากแต่ก็ไม่ได้เป็นไปในเชิงดูหมิ่น ศิลปินเพียงแต่ละทิ้งกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดเป็นระเบียบของสถาปัตยกรรมกรีก-โรมันและเรอเนซองส์ ก็เท่านั้นเอง

จุดเด่นที่สุดของด้านหน้าโบสถ์เจซุคือการใช้เสาคู่เพื่อเพิ่มความยิ่งใหญ่สง่างาม นอกจากนี้ บริเวณประตูทางเข้าก็มีลักษณะซับซ้อนขึ้นเมื่อเทียบกับอาคารในยุคก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นวิหารของตระกูลปาสซีที่ออกแบบโดยบรูเนลเลสคี วิหารน้อยของบรามันเต หรือแม้แต่ห้องสมุดซานมาร์โคของซานโซวิโน งานในยุคก่อนหน้าดูเรียบง่ายเนื่องจากมีการใช้รูปแบบซ้ำๆ ในการสร้างความกลมกลืนให้กับทั้งอาคาร ในขณะที่อาคารของเดลลา ปอร์ตา องค์ประกอบทั้งหมดที่ถูกจับมารวมเข้าด้วยกันสร้างภาพที่ดูสลับซับซ้อน จุดที่โดดเด่นมากอีกจุดคือการที่สถาปนิกเชื่อมชั้นล่างและชั้นบนด้วยรูปทรงเกลียวม้วนซึ่งไม่มีในสถาปัตยกรรมคลาสสิคใดๆ รูปทรงเกลียวม้วนเหล่านี้นี่เองที่จะสร้างสีสันให้กับงานบาโรคยุคต่อไป อันเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักสำหรับผู้ที่ยังยึดมั่นในขนบความงามแบบคลาสสิค

แม้รูปทรงเกลียวม้วนจะดูเหมือนเป็นแค่การประดับตกแต่ง แต่หากเราเอามันออก เราจะพบว่าอาคารดูไม่สมบูรณ์ เนื่องจากเกลียวม้วนเหล่านั้นเป็นตัวเชื่อมประสานอาคารทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นความตั้งใจของสถาปนิก

สำหรับงานจิตรกรรมในยุคแมนเนอริสม์นั้น งานของตินโตเร็ตโต (Tintoretto) และเอล เกรโค (El Greco) ได้แสดงให้เห็นอิทธิพลที่จะส่งต่อไปยังยุคบาโรคในศตวรรษที่ 17 ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับการใช้แสงและสี การไม่เดินตามกฎแห่งความสมดุลสมมาตรทั่วๆ ไป และการจัดวางองค์ประกอบที่ซับซ้อนขึ้น อย่างไรก็ดี จิตรกรรมในยุคบาโรคไม่ได้พัฒนาต่อเนื่องจากสไตล์แมนเนอริสม์เสียทีเดียว อย่างน้อย ผู้คนในสมัยนั้นก็ไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขากำลังเดินตามชาวแมนเนอริสม์ ที่จริง พวกเขารู้สึกว่าสไตล์แมนเนอริสม์กำลังพาศิลปะลงเหวเสียด้วยซ้ำ พวกเขาจึงต้องพยายามกอบกู้สถานการณ์กลับคืนมา

ในสมัยนั้น ผู้คนเริ่มหันมาพูดคุยกันเรื่องศิลปะมากขึ้น โดยเฉพาะในกรุงโรม ปัญญาชนหรือผู้ที่ได้รับการศึกษามักถกเถียงกันเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางศิลปะแบบต่างๆ พวกเขาเปรียบเทียบศิลปินยุคใหม่กับศิลปินยุคเก่า และเลือกข้างว่าแบบไหนดีกว่าในมุมมองของตน การถกเถียงเรื่องศิลปะเป็นสิ่งใหม่ เป็นกิจกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16 โดยผู้คนเริ่มถกเถียงกันว่าจิตรกรรมกับประติมากรรม อย่างไหนดีกว่ากัน การวาดเส้นกับสี อันไหนสำคัญกว่า (ซึ่งหากเป็นชาวฟลอเรนซ์ก็จะบอกว่าการวาดเส้น ในขณะที่ชาวเวนิสหนุนหลังเรื่องของสีสัน)

ถึงตอนนี้ หัวข้อในการถกเถียงเปลี่ยนแปลงไป พวกเขาเริ่มพูดถึงศิลปินสองคนที่เดินทางมาจากทางเหนือซึ่งผลงานและมุมมองแตกต่างกันอย่างมาก คนแรกคือ อันนิบาเล คาราชชี (Annibale Carracci 1560-1609) จากเมืองโบโลญยา อีกคนคือ มิเคลันเจโล ดา คาราวัจโจ (Michelangelo da Caravaggio 1573-1610) จากเมืองเล็กๆ ใกล้กับมิลาน ศิลปินทั้งสองคนนี้เริ่มเบื่อหน่ายกับสไตล์แมนเนอริสม์ แต่วิธีการที่ทั้งสองเลือกที่จะสร้างสรรค์แนวทางใหม่ๆ แตกต่างกันอย่างมาก

อันนิบาเล คาราชชี มาจากครอบครัวศิลปิน เขาศึกษางานของศิลปินเวนิส รวมทั้งของคอร์เรจโจ เมื่อมาถึงกรุงโรม เขาก็หลงใหลมนต์เสน่ห์ในงานของราฟาเอล คาราชชีจึงพยายามฟื้นฟูความเรียบง่ายงดงาม แทนที่จะต่อต้านแบบศิลปินแมนเนอริสม์ นักวิจารณ์ในสมัยหลังกล่าวว่า เขาเป็นผู้ที่ลอกเลียนสิ่งที่ดีที่สุดในอดีตมาไว้รวมกัน งานของเขาถูกใช้เป็นแม่แบบสำหรับโรงเรียนศิลปะหรืออคาเดมี (Academy) ที่ก่อตั้งขึ้นภายหลัง จุดเด่นในงานของคาราชชีก็คือการฟื้นฟูความงามแบบคลาสสิคนั่นเอง

ในภาพ The Virgin Mourning Christ เราจะเห็นว่าคาราชชีไม่ได้ต้องการสื่อถึงความน่ากลัวของความตายหรือความเจ็บปวด ภาพดูเรียบง่ายและกลมกลืนคล้ายคลึงกับงานในยุคเรอเนซองส์ตอนต้น อย่างไรก็ดี เราต้องไม่เผลอคิดไปว่านี่คือภาพในสมัยเรอเนซองส์ วิธีที่แสงไล้อยู่บนร่างของพระผู้ไถ่และอารมณ์ของภาพแตกต่างไปจากสมัยเรอเนซองส์มาก มันแสดงให้เห็นถึงศิลปะสไตล์บาโรคเนื่องซึ่งเน้นการสื่อสารผ่านอารมณ์ อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ลืมว่านี่เป็นภาพสำหรับแท่นบูชา ดังนั้น มันต้องสามารถสื่อความหมายได้อย่างชัดแจ้งเป็นอย่างแรก

The Virgin Mourning Christ (1599-1600), Annibale Carracci, Altar Painting

ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไรเกี่ยวกับสไตล์ของคาราชชี คาราวัจโจคนหนึ่งที่ไม่คล้อยตามด้วย คาราวัจโจเหมือนอยู่อีกขั้วหนึ่งของคาราชชี เขาดิบเถื่อน อารมณ์ร้อน และดื้อรั้น ถึงขนาดที่ว่าเคยแทงคนตายมาแล้ว คาราวัจโจไม่กลัวความอัปลักษณ์ สิ่งที่เขายึดมั่นคือความจริงแบบที่เขาเห็น เขาไม่ได้ชื่นชมศิลปะแบบยุคคลาสสิค หรือยกย่องความงามตามอุดมคติใดๆ เขาไม่ต้องการทำตามขนบ หากแต่ต้องการนำเสนอศิลปะแบบสดใหม่ บางคนคิดว่างานของคาราวัจโจต้องการที่จะทำให้สาธารณะตื่นตะลึงเท่านั้น หาได้มีกฎเกณฑ์หรือความเชื่อใดๆ เกี่ยวกับความงาม แต่ในความเป็นจริง คาราวัจโจเป็นศิลปินที่จริงจังเกินกว่าที่จะคิดเพียงแค่สร้างกระแสในสังคมเท่านั้่น

ในขณะที่นักวิจารณ์ถกเถียงกันนั้น คาราวัจโจตั้งหน้าตั้งตาทำงานของเขา ตลอดระยะเวลาที่เขาสร้างผลงานออกมามากมาย เขาไม่เคยละทิ้งความกล้าที่จะมองและนำเสนอออกมาในแบบที่เขาเห็น หากดูรูป Doubting Thomas เราจะพบสาวกสามคนกำลังมองไปที่พระเยซู นักบุญโธมัสกำลังเอานิ้วสอดเข้าไปที่บาดแผลบนสีข้างของพระองค์ นี่ไม่ใช่ภาพตามขนบเลยแม้แต่นิด หลายคนมองว่าภาพของคาราวัจโจไม่เหมาะสมและสร้างอารมณ์รุนแรง พวกเขาคุ้นเคยกับภาพของสาวกที่สง่างามและนิ่งสงบมากกว่า แต่สาวกในภาพของคาราวัจโจกลับดูเป็นเพียงคนธรรมดาๆ ใบหน้าเหี่ยวย่นไร้ราศี ซึ่งหากคาราวัจโจมาได้ยิน เขาคงจะตอบกลับไปว่า “ก็สาวกเป็นเพียงคนธรรมดามิใช่รึ” สำหรับเรื่องราวในภาพนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับโธมัสขี้สงสัยซึ่งมีการบรรยายไว้ในคัมภีร์ไบเบิลอย่างชัดเจน พระเยซูกล่าวกับโธมัสว่า “เอามือของเจ้าสอดเข้ามาในสีข้างของเราดูเถิด จงมีศรัทธาและความเชื่อ” (St John XX. 27)

Doubting Thomas (c. 1602-3), Caravaggio, Oil on Canvas


บางที ลักษณะแบบ “ธรรมชาตินิยม” (Naturalism) ในงานของคาราวัจโจ ที่ต้องการถ่ายทอดความจริงในธรรมชาติ ไม่ว่ามันจะสวยงามหรือน่าเกลียด อาจจะน่าชื่นชมกว่าการยึดมั่นในความงามตามอุดมคติของคาราชชีก็เป็นได้ คาราวัจโจน่าจะได้อ่านคัมภีร์ไบเบิลเที่ยวแล้วเที่ยวเล่าและคิดถึงคำพูดทุกคำในนั้น เช่นเดียวกับจ็อตโตและดูเรอร์ คาราวัจโจต้องการจินตนาการถึงเหตุการณ์จริงๆ ราวกับเขาไปเห็นมันมาด้วยตาตนเอง เขาจึงทำทุกทางที่จะทำให้ตัวละครดูสมจริงและจับต้องได้ การใช้แสงและเงาก็เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์หลักนี้ แสงที่เขาใช้ไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้รูปร่างสง่างามหรือนุ่มนวล หากแต่รุนแรงตัดฉับกับพื้นหลังที่ดูลึกเข้าไปด้านหลัง มันทำให้ฉากเหตุการณ์โดดเด่นและไม่เสแสร้งอันเป็นสิ่งที่คนในยุคเดียวกับคาราวัจโจเข้าไม่ถึง หากแต่ศิลปินในยุคถัดมาชื่นชมเป็นอย่างมาก (เทคนิคการใช้เงามืดตัดกับเงาสว่างที่คาราวัจโจเชี่ยวชาญ เรียกว่า คิอาโรสคูโร – Chiaroscuro)

ในช่วงศตวรรษที่ 19 ทั้งคาราชชีและคาราวัจโจหมดความนิยมลงไป กระนั้น ความสร้างสรรค์ที่ทั้งสองมอบให้แก่งานจิตรกรรมมีมากมายเหลือเกิน พวกเขามาที่กรุงโรมและสร้างงานขึ้นที่นั่น ในขณะนั้นกรุงโรมเป็นศูนย์กลางทางศิลปะของประเทศที่เป็นคาทอลิก ไม่ต่างจากที่ปารีสเป็นศูนย์กลางทางศิลปะสำหรับศิลปะสมัยใหม่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ศิลปินจากที่ต่างๆ ในยุโรปจะเดินทางมาที่โรมเพื่อศึกษา สังเกตการณ์ เรียนรู้ความเคลื่อนไหวต่างๆ ก่อนที่จะเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวที่เขาได้ไปพบเห็นมาต่อคนในท้องถิ่นของตน

ศิลปินอิตาเลียนที่พัฒนาสไตล์ของตัวเองขึ้นในกรุงโรมซึ่งมีมีชื่อเสียงมาก ได้แก่ กุยโด เรนี (Guido Reni 1575-1642) เรนีเป็นศิลปินจากเมืองโบโลญยา หลังจากศึกษาความหลากหลายทางศิลปะอยู่พักใหญ่ เขาตกลงปลงใจเดินตามทางของคาราชชี ชื่อเสียงของเรนีในปัจจุบันอาจไม่มากมายนัก แต่ในช่วงเวลานั้น เรนีถูกนำไปเทียบเคียงกับราฟาเอล ในภาพ Aurora เรนีวาดภาพเฟรสโก้นี้บนเพดานของคฤหาสน์แห่งหนึ่งในกรุงโรม มันเป็นภาพของ ออโรรา (เทพีแห่งรุ่งอรุณ) และอพอลโล (เทพพระอาทิตย์) ซึ่งนั่งอยู่บนรถม้าและล้อมรอบไปด้วยเทพธิดาทั้งหลาย เทพบุตรแห่งดาวเหนือกำลังชูคบเพลิงอยู่เบื้องหน้า ภาพนี้ทำให้เรานึกถึงภาพเฟรสโก้ในคฤหาสน์ฟาร์เนซินาของราฟาเอล อันที่จริง เรนีได้ศึกษางานของราฟาเอลมาก่อน หากนักวิจารณ์ในปัจจุบันจะไม่ค่อยเห็นความสำคัญของเรนีก็อาจเป็นเพราะเหตุนี้ พวกเขารู้สึกว่าการพยายามลอกเลียนแบบงานของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ทำให้งานของเรนีดูไร้อิสรภาพและมุ่งแต่จะค้นหาความงามจนเกินไป อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ความผิดของเรนี เนื่องจากในสมัยนั้น ศิลปะได้พัฒนามาจนถึงจุดที่ศิลปินสามารถเลือกสไตล์ที่เขาชอบได้ มีตัวอย่างงานและกฎเกณฑ์มากมายที่แพร่หลายไปทั่วในสังคม เรนีเองหลงใหลในความงามแบบดั้งเดิม ดังนั้น จึงเลือกที่จะฝึกฝนตนให้สามารถเข้าถึงความงามสูงสุดนั้นได้ แม้ว่านั่นจะหมายถึงการต้องทำตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ก็ตาม

Aurora (1614), Guido Reni, Fresco, Pallavicini-Pospigliosi, Rome

อันนิบาเล คาราชชี กุยโด เรนี และลูกศิษย์ของเขา ได้สร้างกฎเกณฑ์ของการนำเสนอความงามตามอุดมคติ โดยยึดถือมาตรฐานแบบยุคคลาสสิคโบราณเป็นพื้นฐาน เราเรียกพวกเขาว่า ศิลปินหลักวิชาหรือ อคาเดมิค (Academic) พวกเขาได้สร้างลักษณะเฉพาะของการสร้างสรรค์ความงามขึ้นมา ไม่ว่านักวิจารณ์จะถกเถียงกันว่าอย่างไรและการถกเถียงนั้นจะมีวันจบสิ้นลงหรือไม่ เรามิอาจปฏิเสธได้ว่าศิลปินอคาเดมิคเหล่านี้ได้พาเราไปสู่ความงามแบบที่เราไม่สามารถเห็นได้ในโลกรอบๆ ตัว เป็นความงามในโลกแห่งอุดมคติ

ศิลปินแนวอคาเดมิคอีกคนที่โดดเด่นมากคือศิลปินชาวฝรั่งเศสชื่อ นิโคลาส์ ปุสซัง (Nicolas Poussin 1549-1665) ปุสซังย้ายมาอยู่ที่กรุงโรมและเริ่มศึกษางานยุคคลาสสิคอย่างถ่องแท้เพื่อช่วยให้เขาสามารถสร้างสรรค์ความงามที่บริสุทธิ์และสง่างามได้ ในภาพ Et in Arcadia Ego แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เขาศึกษาอย่างมุ่งมั่น ฉากเกิดขึ้นในทิวทัศน์แบบทางตอนใต้ ชาวหนุ่มรูปงามและหญิงสาวผู้สูงสง่ากำลังยืนล้อมรอบหลุมศพ พวกเขาน่าจะเป็นคนเลี้ยงแกะดูได้จากเสื้อผ้าและไม้คทา กำลังก้มลงดูคำสลักที่หลุมศพ คนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมามองหญิงสาวที่ยืนสงบนิ่ง ความหมายของ Et in Arcadia Ego ในภาษาละตินก็คือ “แม้แต่ในอาร์คาเดีย ข้าก็ดำรงอยู่” “ข้า” ในที่นี้หมายถึง “ความตาย” ซึ่งปกครองแม้แต่ดินแดนที่งดงามอย่างอาร์คาเดีย การจัดวางองค์ประกอบเป็นไปอย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความรู้ทางศิลปะ

'Et in Arcadia Ego' (1638-9), Nicholas Poussin, Oil on Canvas, Louvre, Paris


ศิลปินฝรั่งเศสคนสำคัญอีกคน ได้แก่ โคล้ด โลร์รัง (Claude Lorrain 1600-83) เขาอายุอ่อนกว่าปุสซัง 6 ปี และย้ายมาอยู่ที่อิตาลีเช่นกัน โลร์รังศึกษาภูมิประเทศและภูมิทัศน์ของดินแดนอิตาลีตอนใต้ ทั้งที่ราบและภูเขารอบกรุงโรม รวมทั้งสังเกตลำแสงอบอุ่นซึ่งเป็นบรรยากาศที่สวยงามแบบทางตอนใต้ โลร์รังแสดงให้เห็นความสามารถในการนำเสนอรายละเอียดในธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ ซึ่งเขาทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้การอาบไล้ภาพของเขาด้วยแสงสีทองก็ทำให้ภาพน่าประทับใจยิ่งขึ้น โลร์รังนี่เองที่เป็นผู้เปิดดวงตาผู้คนสู่ความงดงามของธรรมชาติ

The Rape of Europa, Claude Lorrain, Oil on Canvas

ศิลปินทางตอนเหนืออีกคนหนึ่งที่พอจะทราบเกี่ยวกับแนวศิลปะของคาราชชีและคาราวัจโจอยู่ในยุคใกล้เคียงกับเรนี แต่มาก่อนปุสซังและโลร์รัง เขาคือศิลปินชาวเฟลมิชชื่อ ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ (Peter Paul Rubens 1577-1640) รูเบนส์เดินทางมายังกรุงโรมในปี 1600 เมื่ออายุได้ 23 ปี เป็นไปได้ว่าเขาคงได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับประเด็นถกเถียงทางศิลปะและได้เรียนรู้งานศิลปะทั้งแบบใหม่และเก่ามากมายในกรุงโรม รวมไปถึงในเมืองเจนัว (Genoa) และมานทัว (Mantua) ด้วย เขารับฟังและเรียนรู้ด้วยความกระตือรือร้นแต่เลือกที่จะไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เนื่องจากลึกๆ แล้ว รูเบนส์ยังคงเป็นศิลปินเฟลมิช เป็นลูกหลานของยาน วาน ไอค์, โรเกียร์ วาน เดอ ไวย์เดน และปีเตอร์ บรูเกล ศิลปินเหล่านี้สนใจการนำเสนอพื้นผิวของสิ่งต่างๆ อย่างสมจริงมากกว่าจะมานั่งถกเถียงเรื่องอุดมคติเกี่ยวกับความงาม พวกเขาใช้เทคนิคและวิธีการต่างๆ เพื่อนำเสนอรายละเอียดเล็กๆ รูเบนส์เองเติบโตมากับบรรยากาศเหล่านี้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในอิตาลีไม่ได้ทำให้เขาไขว้เขวไปจากความเชื่อพื้นฐานที่ว่า ศิลปินมีหน้าที่สะท้อนโลกเพื่อให้ผู้คนเห็นความงามของสิ่งที่อยู่รอบตัว ด้วยเหตุนี้ ทั้งศิลปะแนวคาราชชีและคาราวัจโจหาได้ขัดต่อหลักการใดๆ ของเขาไม่ รูเบนส์จึงชื่นชมทั้งคาราชชีที่ฟื้นฟูความงามแบบคลาสสิคขึ้นมาใหม่และนำเสนอเรื่องราวศักดิ์สิทธิ์อย่างจับใจ ในขณะเดียวกันก็ยกย่องคาราวัจโจในแง่ที่ซื่อตรงต่อความจริงในธรรมชาติ

เมื่อรูเบนส์ดินทางกลับมาที่เมืองอันต์เวิร์ป (Antwerp) ในปี 1608 เขามีอายุ 31 ปี รูเบนส์ได้เรียนรู้ทุกสิ่งที่จะสามารถเรียนรู้ได้ เขารู้วิธีใช้พู่กันและลงสี รู้จักการวาดภาพเปลือยและเสื้อผ้าอาภรณ์แบบต่างๆ อาวุธ เครื่องประดับ สัตว์ และทิวทัศน์ ศิลปินในยุคก่อนหน้ารูเบนส์มักสร้างงานในสเกลที่ไม่ใหญ่นัก แต่รูเบนส์นำแฟชั่นการวาดภาพขนาดใหญ่กลับมาจากอิตาลีเพื่อใช้ในการตกแต่งโบสถ์และคฤหาสน์ต่างๆ ซึ่งต้องรสนิยมของชนชั้นสูงทั้งหลาย รูเบนส์เรียนรู้วิธีที่จะจัดวางตัวละครมากมายบนผ้าใบผืนใหญ่ และใช้แสงและสีในการสร้างงานที่สวยงาม

ผลงาน Virgin and Child Enthroned with Saints คืองานร่างแบบของภาพวาดแท่นบูชาขนาดใหญ่สำหรับโบสถ์ในเมืองอันต์เวิร์ป เราได้เห็นสิ่งที่รูเบนส์ศึกษาจากอิตาลีและลักษณะเฉพาะที่เขาพัฒนาขึ้นเอง เรื่องราวในภาพเป็นแนวที่ได้รับความนิยมกว้างขวาง นั่นคือภาพพระแม่และพระบุตรอยู่พร้อมเหล่าสาวก เราได้เห็นภาพลักษณะนี้มาตั้งแต่สมัยยุคกลาง เช่น ภาพวิลตัน รวมทั้งในผลงานของเบลลินีและติเชียนในเวนิส แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว งานของรูเบนส์มีอิสระในการจัดวางมากกว่า มันเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว ทั้งยังเต็มไปด้วยสีสันและพื้นที่ว่าง ตัวละครก็มีมากกว่าในภาพยุคก่อนๆ

Virgin and Child Enthroned with Saints (c. 1627-8), Peter Paul Rubens, Sketch for a large altar painting

แน่นอนว่าในการทำภาพขนาดใหญ่เช่นนี้ รูเบนส์ต้องมีผู้ช่วยมากมาย โดยปกติ รูเบนส์จะวาดภาพร่างเช่นภาพนี้ จากนั้นผู้ช่วยจะนำไปถ่ายทอดลงบนผืนผ้าใบอีกทีหนึ่ง เมื่อผู้ช่วยทำงานเสร็จแล้ว รูเบนส์จึงจะมาตรวจงานด้วยตนเอง และแต่งแต้มส่วนที่ยังขาดหาย รวมทั้งลบส่วนที่บกพร่อง ด้วยฝีแปรงของเขา ภาพทั้งภาพก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เด่นในงานของรูเบนส์

ในภาพเหมือนของเด็กหญิงซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นลูกสาวของรูเบนส์เอง ภาพนี้เป็นภาพวาดหน้าตรงธรรมดา ไม่มีองค์ประกอบอันสลับซับซ้อน เสื้อผ้าอาภรณ์อันวิจิตร หรือลำแสงที่สาดส่องใดๆ แต่ด้วยฝีแปรงของรูเบนส์ ทำให้เราได้เห็นเส้นผมส่องประกายและริมฝีปากชุ่มชื้น ทั้งหมดนี้ทำให้เด็กน้อยดูมีชีวิตขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์

Head of a child (c. 1616), Peter Paul Rubens, Oil on canvas

ด้วยความสามารถในการจัดวางองค์ประกอบในภาพขนาดใหญ่อย่างมีสีสันและทรงพลัง ทำให้รูเบนส์มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จอย่างมาก จนเมื่อยุโรปต้องเผชิญกับความตึงเครียดทางศาสนาและสังคม เกิดสงคราม 30 ปีในยุโรป และสงครามกลางเมืองในอังกฤษ ซึ่งเป็นสงครามระหว่างฝ่ายชนชั้นปกครอง ราชวงศ์ และคาทอลิก กับฝ่ายประชาชนที่นับถือโปรเตสแตนต์ ฮอลแลนด์เองแบ่งออกเป็นสองฝ่าย นั่นคือฝั่งที่ยังยึดมั่นในนิกายคาทอลิกซึ่งแผ่อิทธิพลมาจากสเปน และฝั่งที่เป็นโปรเตสแตนต์

รูเบนส์อยู่ในฝ่ายคาทอลิก ทำให้เขามีงานว่าจ้างไม่ขาดสาย ทั้งจากพวกนิกายเยซูอิดในอันต์เวิร์ป ผู้ปกครองฮอลแลนด์คาทอลิก กษัตริย์หลุยส์ที่ 13 แห่งฝรั่งเศส กษัตริย์ฟิลิปที่ 3 แห่งสเปน ไปจนถึงพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ เมื่อมีโอกาสเดินทางไปยังราชสำนักต่างๆ หลายครั้ง รูเบนส์จึงรับหน้าที่ทางการทูตไปในตัว โดยหลักๆ คือการสานสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและสเปน

เรื่องราวในตำนานส่วนใหญ่มักถูกมองว่าน่าเบื่อและจับต้องไม่ได้ แต่ในยุคของรูเบนส์ เขาใช้เรื่องราวเหล่านี้ในการแสดงความคิดสำคัญๆ เช่นภาพ Allegory on the Blessing of Peace ว่ากันว่ารูเบนส์วาดภาพนี้ขึ้นถวายพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 เพื่อที่จะโน้มน้าวให้พระองค์คืนดีกับสเปน

Allegory on the Blessing of Peace (1629-30), Peter Paul Rubens, Oil on canvas


ในภาพนี้ รูเบนส์วางเทพีแห่งสันติภาพตัดกับความน่ากลัวของเทพแห่งสงคราม ในฉากหลัง เทพมิเนอร์วา (Minerva หรืออาธีนา – Athena นั่นเอง) เทพีแห่งปัญญาและศิลปวัฒนธรรม กำลังลากเทพแห่งสงคราม (Mars – มาร์ส) ออกไป คู่หูของมาร์สซึ่งก็คือเปลวไฟแห่งสงครามหันหลังออกไปก่อนแล้ว ภายใต้ความคุ้มครองของมิเนอร์วา สันติสุขปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า เธอคือความอุดมสมบูรณ์ เห็นได้จากการที่เธอกำลังให้นมแก่เด็กน้อย ภาพนี้เต็มไปด้วยรายละเอียดมากมาย ตัวละครของรูเบนส์ไม่ใช่ความงามแบบคลาสสิค หากแต่เป็นผู้คนแบบที่พบเห็นได้ทั่วไปในยุคของเขา

ในบรรดาลูกศิษย์ของรูเบนส์ คนที่มีฝีมือโดดเด่นคือ อันโธนี วาน ไดค์ (Anthony van Dyck 1599-1641) วาน ไดค์อ่อนกว่ารูเบนส์ถึง 22 ปี และอยู่ร่วมยุคกับปุสซังและโลร์รัง ไม่ช้า วาน ไดค์สามารถศึกษาแง่มุมต่างๆ ในงานของรูเบนส์ได้หมด โดยเฉพาะการถ่ายทอดลักษณะของพื้นผิวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหมหรือเนื้อหนังของมนุษย์ แต่บรรยากาศในงานของวาน ไดค์ต่างจากรูเบนส์มาก งานของวาน ไดค์มักมีอารมณ์แห่งความเศร้า ซึ่งนั่นอาจเป็นผลมาจากการที่สุขภาพของเขาไม่ค่อยจะดีนัก

ในปี 1632 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นจิตรกรประจำราชสำนักของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ ภาพเหมือนของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แสดงฉากตอนที่พระองค์เพิ่งลงจากหลังม้าหลังจากออกไปล่าสัตว์ พระเจ้าชาร์ลส์ดูสง่างามสมเป็นชายชาติกษัตริย์ ภาพลักษณะนี้ทำให้วาน ไดค์เป็นที่ต้องการตัวไปทั่ว เขาจำเป็นต้องมีผู้ช่วยจำนวนมากเนื่องจากไม่สามารถทำงานเพียงคนเดียวได้ทัน

Charles I of England (c. 1635), Anthony van Dyck, Oil on canvas, Louvre, Paris


ครั้งหนึ่งเมื่อรูเบนส์เดินทางไปยังสเปน เขาได้พบศิลปินอีกคนซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับวาน ไดค์ บุรุษผู้นั้นเป็นศิลปินประจำราชสำนักของพระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งสเปน ชื่อของเขาคือ ดิเอโก เบลาสเควซ (Diego Velásquez 1599-1660) แม้ว่าเขาจะไม่เคยเดินทางไปอิตาลี แต่ก็ได้เรียนรู้งานของคาราวัจโจซึ่งเขาชื่นชมเป็นอย่างมากผ่านผลงานของผู้ลอกเลียนแบบ เบลาสเควซซึมซับการนำเสนอความจริงตามธรรมชาติแบบคาราวัจโจและทุ่มเทในการสังเกตธรรมชาติรอบตัวเพื่อนำเสนออย่างสมจริง

ภาพคนขายน้ำแห่งเซวีย์ เป็นงานในยุคต้นๆ ของเบลาสเควซ เรื่องราวมาจากชีวิตของคนทั่วๆ ไปแบบที่ศิลปินดัตช์นิยม แต่สไตล์ในการนำเสนอเป็นแบบคาราวัจโจ ในภาพเราจะเห็นชายแก่หน้าเหี่ยวย่นสวมใส่เสื้อผ้าขาดวิ่น การให้แสงทำให้เหยือกและแก้วด้านหน้าดูเหมือนจะจับต้องได้ เมื่อเห็นภาพนี้เราจะไม่คิดว่ามันสวยหรือไม่ มีเนื้อหาเหมาะสมมากน้อยเพียงใด สีสันก็ไม่ได้สดสวย อยู่ในโทนน้ำตาล เทา และเขียวหม่น หากแต่โดยรวม ภาพนี้กลับดูกลมกลืนนุ่มนวล

The Water-seller of Seville (c. 1619-20), Diego Velásquez , Oil on canvas

ด้วยคำแนะนำของรูเบนส์ ในปี 1630 เบลาสเควซเดินทางไปยังกรุงโรมเพื่อศึกษาผลงานของศิลปินยุคโบราณ แต่ไม่นานเขาก็กลับมายังเมืองแมดริด ที่นั่นเขายังคงมีชื่อเสียงและรับหน้าที่ศิลปินประจำราชสำนักของพระเจ้าฟิลิปที่ 4 ต่อไป

จุดเด่นในงานของเบลาสเควซคือ ลักษณะของฝีแปรงและความกลมกลืนของสีสัน งานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งคือ Las Meninas (นางสนองพระโอษฐ์) ในภาพเราเห็นเบลาสเควซกำลังวาดภาพอะไรสักอย่างอยู่ ซึ่งหากมองใกล้เข้าไปเราจะเห็นว่าเขากำลังวาดอะไร ในกระจกด้านหลังสะท้อนเงาของกษัตริย์และราชินีแห่งสเปนซึ่งกำลังนั่งเป็นแบบให้เขาวาด เราอยู่ในมุมที่ได้เห็นในสิ่งที่แบบของเบลาสเควซเห็น นั่นคือมีคนเพิ่งเดินเข้ามาในห้อง เจ้าหญิงมาร์การิต้า พระธิดาของทั้งสองพระองค์ ยืนอยู่กลางห้อง ข้างๆ เธอคือนางสนองพระโอษฐ์ คนหนึ่งกำลังถวายของว่างแด่เจ้าหญิง ส่วนอีกคนถอนสายบัวทำความเคารพพระราชาและพระราชินี คนแคระสองคนทางด้านขวามาเพื่อสร้างความสนุกสนาน

Las Meninas (1656), Diego Velásquez , Oil on canvas

เราอาจไม่รู้ว่าภาพนี้ต้องการสื่อถึงอะไร แต่เราได้เห็นชั่วขณะเหตุการณ์แบบที่ศิลปินเห็น ก่อนที่จะมีการคิดค้นกล้องถ่ายรูปขึ้น บางทีเจ้าหญิงอาจถูกนำตัวมาเพื่อคลายความเบื่อหน่ายให้กับองค์กษัตริย์และพระราชินีก็เป็นได้


ในภาพเหมือนของเจ้าชายฟิลิปแห่งสเปน ในแวบแรกอาจไม่มีอะไรเตะตาเรานัก แต่ในภาพต้นฉบับเฉดของสีแดง (ไม่ว่าจะเป็นพรมเปอร์เซีย เก้าอี้กำมะหยี่ ผ้าม่าน ชายกระโปรง และพวงแก้มของเจ้าชาย) ผสมผสานกับโทนสีเทาจนจางหายไปในฉากหลัง ทำให้ภาพเกิดความกลมกลืน กระทั่งเจ้าหมาตัวน้อยที่นอนอยู่บนเก้าอี้ก็ดูน่ารัก หากเราเทียบกับเจ้าสุนัขในภาพเหมือนของอาร์โนลฟินีของวาน ไอค์ เราจะเห็นว่ามันทั้งสองแตกต่างกันมาก วาน ไอค์บันทึกเส้นขนแทบจะทุกเส้น ในขณะที่สุนัขของเบลาสเควซเป็นเพียงการจับอารมณ์ความรู้สึกโดยรวม โดยการตวัดฝีแปรงแบบหยาบๆ แต่กลับดูสมจริงยิ่งกว่าสุนัขของวาน ไอค์เสียอีก การใช้ฝีแปรงตามความรู้สึกเช่นนี้นี่เองที่ทำให้งานของเบลาสเควซเป็นที่ชื่นชมของศิลปินสมัยอิมเพรสชันนิสม์ (Impressionism)

A Crisis of Art: วิกฤตศิลปะ

ยุโรป ปลายศตวรรษที่ 16

ราวปี 1520 ผู้รักศิลปะทั่วดินแดนอิตาลีต่างเห็นพ้องต้องกันว่างานจิตรกรรมได้เดินทางมาถึงจุดสมบูรณ์แบบแล้ว ศิลปินอย่างเลโอนาร์โด ดา วินชี มิเคลันเจโล ราฟาเอล และติเชียน ได้ทำทุกสิ่งที่ศิลปินยุคก่อนพยายามจะทำ การเขียนภาพ (draftsmanship) ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป ไม่มีเรื่องราวใดที่ซับซ้อนเกินกว่าที่จะนำเสนอออกมาได้ ศิลปินในช่วงเรอเนซองส์ยุครุ่งเรืองแสดงให้เห็นการผสมผสานระหว่างความงามและความกลมกลืน พวกเขาสามารถนำเสนอความจริงได้อย่างถูกต้องแม่นยำยิ่งกว่างานในสมัยกรีก-โรมันเสียอีก

แต่สำหรับเด็กหนุ่มที่ใฝ่ฝันอยากเป็นศิลปิน คำพูดดังกล่าวไม่ใช่คำพูดที่รื่นหูนัก แม้ว่าพวกเขาจะยกย่องผลงานของศิลปินรุ่นใหญ่ แต่ก็อดนึกสงสัยไม่ได้ว่า จริงหรือที่ไม่มีแง่มุมไหนในเชิงศิลปะให้ได้ทดลองอีกต่อไปเพราะทุกอย่างสมบูรณ์ถึงขีดสุดแล้ว ศิลปินหนุ่มหลายคนก้มหน้ายอมรับความจริงว่าเป็นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเขาจึงตั้งใจศึกษาและลอกเลียนแบบงานของศิลปินอย่างมิเคลันเจโลอย่างเต็มที่ หากมิเคลันเจโลชอบวาดภาพคนเปลือยในท่าทางที่ซับซ้อน พวกเขาก็จะวาดบ้าง จากนั้นก็จะเอาตัวละครสไตล์มิเคลันเจโลไปใส่ในภาพของตนโดยไม่สนใจว่ามันจะเข้ากับภาพๆ นั้นหรือไม่ บางครั้งผลที่ออกมาทำให้ภาพดูตลก ฉากเหตุการณ์จากไบเบิลเต็มไปด้วยตัวละครหุ่นนักกีฬาที่โพสต์ท่าอย่างซับซ้อน นักวิจารณ์ในยุคหลัง เมื่อได้เห็นงานของศิลปินในช่วงศตวรรษที่ 16 ที่เดินตามก้นมิเคลันเจโลต้อยๆ เรียกงานศิลปะของศิลปินเหล่านี้ว่า แมนเนอริสม์ (Mannerism)

แต่ใช่ว่าศิลปินในยุคนี้จะพากันเดินตามมิเคลันเจโลเสียทั้งหมด หลายคนไม่คิดว่าศิลปะคือกลุ่มตัวละครเปลือยในท่าทางซับซ้อน พวกเขาสงสัยว่าจริงหรือที่ศิลปะเดินมาถึงทางตันแล้ว จริงหรือว่าไม่มีความเป็นไปได้อย่างอื่นในการสร้างสรรค์ใหม่ๆ เพื่อที่จะก้าวข้ามศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในยุคก่อน หากไม่ใช่ในแง่การนำเสนอร่างกายมนุษย์ บางทีอาจยังมีแง่มุมอื่นๆ ให้ได้ลองทำอยู่อีก หลายคนพยายามคิดถึงนวัตกรรมใหม่ๆ พวกเขาต้องการวาดภาพที่เต็มไปด้วยปัญญาและแสดงนัยสำคัญต่างๆ ที่มีเพียงพวกปัญญาชนเท่านั้นที่จะเข้าใจ งานของศิลปินในยุคหลังมิเคลันเจโลจึงกลายเป็นภาพปริศนา ไม่ต่างจากภาษาภาพเฮียโรกลิฟของชาวอียิปต์หรืองานเขียนยุคโบราณที่น้อยคนนักจะเข้าใจและเข้าถึงได้

ศิลปินบางคนต้องการเรียกร้องความสนใจโดยการทำให้งานของเขาดูเป็นธรรมชาติน้อยลง ปราศจากความเรียบง่ายและความกลมกลืนที่ศิลปินยุคก่อนหน้านำเสนอออกมาได้อย่างดีเยี่ยม พวกเขาไม่ปฏิเสธว่างานของศิลปินในยุคก่อนหน้าสมบูรณ์แบบ หากแต่ความสมบูรณ์แบบไม่ได้น่าสนใจเสมอไป เมื่อคุณคุ้นเคยกับมัน มันก็จะไม่ทำให้คุณตื่นเต้น พวกเขาจึงพยายามมุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน สิ่งที่คนไม่คุ้นเคยหรือคาดไม่ถึง ผลจากความคิดเช่นนี้ทำให้ศิลปินหลายคนทดลองแนวงานแปลกๆ อย่างไรก็ตาม การทดลองเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ไม่ใช่การลบหลู่ศิลปินรุ่นเก่า หากแต่เป็นการยกย่องมากกว่า ดังคำกล่าวของเลโอนาร์โดที่กล่าวเอาไว้ว่า “มีแต่ศิษย์ที่ไม่เอาไหนเท่านั้นที่ไม่สามารถก้าวเหนืออาจารย์ขึ้นไปได้”

ที่จริง ศิลปินรุ่นก่อนนั้นเองที่เป็นผู้แผ้วถางทางเอาไว้ให้คนรุ่นหลัง ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือทำให้พวกเขาสามารถทดลองสิ่งใหม่ๆ ได้ โดยเฉพาะมิเคลันเจโล เขาแสดงให้เห็นอยู่บ่อยครั้งว่าไม่เดินตามขนบ ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดคืองานสถาปัตยกรรมที่เขาออกแบบ มิเคลันเจโลแหกกฎมากมายเพื่อความแปลกใหม่ ฉะนั้น มิเคลันเจโลจึงเป็นคนแรกๆ ที่ทำให้ผู้คนชื่นชมใน “การทำตามอำเภอใจ” และ “การสร้างสรรค์” ของศิลปิน เขาคือศิลปินผู้ไม่หยุดนิ่งหรือพอใจอยู่กับผลงานยิ่งใหญ่ในอดีต หากแต่พยายามค้นหาแนวทางและวิธีการใหม่ๆ ในการแสดงออกซึ่งอารมณ์ของตน

บันไดของห้องสมุดลอเรนเทียน (Laurentian Library) ในเมืองฟลอเรนซ์ งานออกแบบชิ้นนี้แสดงแนวคิดแปลกใหม่ซึ่งมิเคลันเจโลกล้าที่จะนำเสนอออกมา นั่นคือการนำเกีลยวม้วน (Volute) มาใช้ในแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน โดยนำมาทำเป็นขั้นบันไดและส่วนเชื่อมต่อระหว่างบันไดส่วนบนและส่วนล่าง

ดังนั้น จึงเป็นธรรมดาที่ศิลปินจำนวนมากในยุคหลังจะเห็นสิ่งที่มิเคลันเจโลทำเป็นใบเบิกทางในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ งานจากการทดลองเหล่านี้ บางครั้งดูน่าขบขัน เช่น ประตูและหน้าต่างที่ปาลาซโซ ซุคคารี (Palazzo Zuccari) ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกและศิลปินชื่อ เฟเดริโค ซุคคาโร (Federico Zuccaro 1543-1609)

Door of the Palazzo Zuccari, Federico Zuccaro, Rome, 1592

สถาปนิกอีกคนที่โดดเด่นใน ได้แก่ อันเดรีย พัลลาดิโอ (Andrea Palladio 1508-80) พัลลาดิโอนำความรู้เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมคลาสสิคมาสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่เช่นที่ “วิลล่าโรตอนดา” (Villa Rotonda) หรือ คฤหาสน์กลม แถบชานเมืองวิเชนซา (Vicenza) คฤหาสน์หลังนี้มีด้านหน้าอาคาร (Facade) 4 ด้านเหมือนกันหมด โดยมีลักษณะคล้ายด้านหน้าของวิหารในยุคคลาสสิค ทำให้อดไม่ได้ที่จะนึกถึงวิหารแพนธีออน (Pantheon) ในกรุงโรม อย่างไรก็ตาม ถึงแม้คฤหาสน์หลังนี้จะดูงดงามสักเพียงใด มันก็ไม่ใช่อาคารแบบที่คนจะอยากเข้าไปอยู่อาศัย ความพยายามในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ได้เข้ามาแทรกแซงวัตถุประสงค์หลักของงานสถาปัตยกรรม ซึ่งก็คือ “ประโยชน์ใช้สอย” (function)

Villa Rotonda, Andrea Palladio, near Vicenza, 1550

แผนผังของวิลลาโรตอนดาเป็นแบบ Central Plan

ศิลปินและประติมากรอีกคนที่แสดงให้เห็นความเป็นไปของศิลปกรรมในยุคนี้อย่างชัดเจนคือ เบนเวนูโต เชลลินี (Benvenuto Cellini 1500-71) เชลลินีเขียนเรื่องราวบันทึกเหตุการณ์ในชีวิตของเขาในหนังสือซึ่งเต็มไปด้วยสีสันราวกับกำลังอ่านนวนิยาย เขาค่อนข้างขี้โอ่และหลงตัวเอง เชลลินีเดินทางไปยังเมืองและราชสำนักต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์งานในรูปแบบของเขา งานชิ้นหนึ่งที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบันคือ “โถเก็บเกลือทองคำ” ซึ่งเขาทำถวายกษัตริย์ฝรั่งเศสในปี 1543 เชลลินีเล่าเรื่องราวของการทำงานชิ้นนี้ไว้ในบันทึกของเขาอย่างละเอียด มหาสมุทรในรูปของชายหนุ่มกำลังถือเรือที่มีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะเก็บเกลือ ด้านล่างมีม้าทะเล 4 ตัวและง่ามสัญลักษณ์ประจำเทพแห่งสมุทร สำหรับโลก เชลลินีมองว่าเธอเป็นหญิงสาวผู้สง่างาม ข้างๆ ตัวเธอมีวิหารสำหรับเก็บพริกไทย เมื่อเราเห็นงานชิ้นนี้ของเชลลินี เราอาจรู้สึกว่าตัวละครที่ดูอ่อนช้อยของเขาดูได้รับการตกแต่งมากเกินไปจนไม่เหลือความแข็งแรงอยู่เลย

Salt-cellar, Benvenuto Cellini, 1543

งานของเชลลินีแสดงให้เห็นความพยายามของศิลปินในยุคนั้นที่จะนำเสนอสิ่งที่แตกต่างไปจากศิลปินยุคก่อน เราจะเห็นอารมณ์เช่นนี้ในงานจิตรกรรมของศิลปินผู้ดำเนินรอยตามคอร์เรจโจ เขาคือ ปาร์มิจานิโน (Parmigianino 1503-40) ใน “ภาพพระแม่คอยาว” (Madonna with the long neck) ไม่มีร่องรอยของความเรียบง่ายแบบในงานของราฟาเอล ปาร์มิจานิโนพยายามสร้างความสง่างามให้แก่พระแม่ด้วยการยืดสัดส่วนให้ยาวกว่าปกติ ทั้งส่วนลำคอและนิ้วมือ รวมไปถึงท่อนขาของเทวดาที่ยืนอยู่ด้านหน้าและช่วงขาของผู้หยั่งรู้ซึ่งดูยืดยาวผิดส่วน ราวกับว่าเรากำลังมองภาพผ่านกระจกที่บิดเบี้ยว แต่เห็นได้ชัดเจนว่าศิลปินไม่ได้นำเสนอภาพนี้ด้วยความปล่อยปะละเลยหรือไม่ใส่ใจ เขาแสดงให้เห็นว่าเขาภูมิใจกับสัดส่วนยืดยาวนี้ โดยการใส่เสาต้นสูงลิ่วผิดส่วนอยู่ที่ฉากหลังของภาพด้วย

Madonna with the long neck, Parmigianino, 1534-40

สำหรับการจัดวางองค์ประกอบของภาพ ปาร์มิจานิโนแสดงให้เห็นว่าเขาไม่เชื่อในกฎความสมดุลตามขนบ แทนที่จะกระจายตัวละครของเขาอยู่สองด้านของพระแม่ เขากลับเลือกที่จะวางตัวละครเกือบทั้งหมดเกาะเป็นกลุ่มอยู่ด้านข้าง ในขณะที่อีกด้านถูกปล่อยให้โล่งกว้างโดยมีเพียงผู้หยั่งรู้ยืนอยู่ ซึ่งขนาดตัวของเขาเล็กมากเมื่อเทียบกับระยะที่เขายืนอยู่ ทุกองค์ประกอบดูเหมือนจะแหกขนบไปเสียหมด ซึ่งนั่นเป็นความตั้งใจของศิลปินเอง เขาต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่าความสมดุลแบบสมมาตรมิใช่ทางเลือกเดียวเท่านั้น ความเรียบง่ายเป็นเพียงหนึ่งในทางเลือกที่มีอยู่มากมายเพื่อเข้าถึงซึ่งความงาม

ปาร์มิจานิโนและศิลปินอีกจำนวนมากในยุคนั้นต่างพยายามสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในแนวทางของตน เป็นพวกเขาเหล่านี้นี่เองที่เปิดทางให้แก่ศิลปะสมัยใหม่หรือโมเดิร์น อาร์ต (Modern art) แม้ว่าความสร้างสรรค์ของพวกเขาอาจจะหมายถึงการเสียสละความงามและความเรียบง่ายตามธรรมชาติไป แต่พวกเขาก็ได้เปิดพื้นที่แบบใหม่ให้กับศิลปินในยุคต่อมาเพื่อสร้างสรรค์งานอย่างไม่หยุดนิ่ง

เราอาจไม่เห็นด้วยกับพวกเขาหรืออาจไม่เห็นความงามในงานของพวกเขา แต่เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่างานของพวกเขาสร้างแรงกระตุ้นบางอย่างในตัวเรา งานตัวอย่างอีกชิ้นหนึ่งคือ “รูปปั้นของเทพเมอร์คิวรี” (ชื่อโรมันของเทพเฮอร์เมส – Hermes) ซึ่งเป็นทูตผู้ส่งสารของซุส (Zues) โดยประติมากรชาวเฟลมิช (Flemish) ชื่อ ฌอง เดอ บูโลนย์ (Jean de Boulogne) ซึ่งชาวอิตาเลียนเรียกเขาว่า โจวานนี ดา โบโลนญา (Giovanni da Bologna) หรือ จัมโบโลนญา (Giambologna) เขาต้องการทำให้รูปปั้นของเขาดูไร้น้ำหนักราวกับกำลังเหาะเหินขึ้นไปบนท้องฟ้า ซึ่งในแง่หนึ่งเขาทำได้สำเร็จ มีเพียงนิ้วเท้าของเมอร์คิวรีที่แตะอยู่บนฐานซึ่งทำเป็นรูปหน้ากากแทนลมใต้ จัมโบโลนญาสร้างรูปปั้นชิ้นนี้ได้อย่างสมดุลจนทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเทพเมอร์คิวรีกำลังจะเหาะขึ้นไปบนฟ้าด้วยความรวดเร็วและสง่างาม

Mercury, Giambologna, 1580

ศิลปินที่โดดเด่นอีกคนในยุคนี้อาศัยอยู่ในเวนิส เขาคือ ตินโตเร็ตโต (Tintoretto 1518-94) ตินโตเร็ตโตเองก็เริ่มเบื่อหน่ายกับความงามอันเรียบง่ายของรูปแบบและสีสันในสไตล์ของติเชียนที่แพร่ไปทั่วเวนิส เขารู้สึกว่าแม้ภาพของติเชียนจะงดงามเพียงใด แต่มันกลับดูไม่มีชีวิตมากพอที่จะทำให้เรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิลทรงพลัง ไม่ว่าตินโตเร็ตโตจะถูกหรือไม่ในเรื่องนี้ แต่เขาก็สร้างงานศิลปะรูปแบใหม่ที่ต่างไปจากเดิมเพื่อสร้างความรู้สึกรุนแรงของเหตุการณ์ เหมือนกับว่ามันมาอยู่ตรงหน้าผู้ชมจริงๆ

ในภาพ “การค้นหาซากศพของนักบุญมาร์ค” (The Finding of St Mark’s Remains) ตินโตเร็ตโตแสดงให้เห็นว่าภาพของเขาต่างออกไปและสามารถดึงดูดความรู้สึกของผู้ชมเอาไว้ได้ ในแวบแรก ภาพนี้ดูสับสน แทนที่องค์ประกอบจะถูกจัดวางอย่างชัดเจนเช่นเดียวกับภาพของราฟาเอล ตินโตเร็ตโตกลับพาเราไปยังคาตาคอมบ์ (catacomb) หรืออุโมงค์ฝังศพใต้ดิน ทางมุมซ้ายมีชายหนุ่มซึ่งมีรัศมีรอบศีรษะ เขายกมือขึ้นราวกับกำลังพยายามหยุดการกระทำอะไรสักอย่าง เมื่อเรามองตามมือของเขาไปเราจะเห็นตัวละครอื่นๆ กำลังค้นหาอะไรบางอย่าง ชายสองคนกำลังนำศพๆ หนึ่งออกมาจากหีบ โดยมีอีกคนรอรับอยู่ด้านล่าง ชายอีกคนกำลังส่องไฟอ่านคำหน้าหีบศพ ด้านหน้ามีร่างๆ หนึ่งนอนอยู่โดยมีชายแก่กำลังก้มลงมอง กลุ่มคนทางขวาตกใจที่ได้เห็นชายผู้รัศมีเจิดจ้า

The Finding of St Mark's Remains, Tintoretto, c. 1562

ที่แท้ ชายหนุ่มผู้นั้นคือมาร์ค – นักบุญผู้คุ้มครองเมืองเวนิส ในภาพเล่าเหตุการณ์การขโมยศพของนักบุญมาร์คจากเมืองอเล็กซานเดรียกลับไปยังเวนิส ที่ซึ่งวิหารเซนต์มาร์คถูกสร้างขึ้นไว้รออยู่แล้ว เรื่องราวมีอยู่ว่านักบุญมาร์คเป็นพระบิช็อปอยู่ที่เมืองอเล็กซานเดรีย เมื่อเสียชีวิต ร่างของเขาถูกฝังอยู่ในคาตาคอมบ์ เมื่อชาวเวนิสกลุ่มนี้บุกเข้าไปเพื่อค้นหาร่างของนักบุญมาร์ค พวกเขาไม่ทราบว่ามันอยู่ตรงไหน จึงค้นหาไปทั่ว แต่เมื่อพวกเขาเจอศพที่ถูกต้อง นักบุญมาร์คจึงปรากฏตัวขึ้นพร้อมแสดงให้เห็นซากส่วนที่เหลือของตน ร่างของนักบุญมาร์คถูกค้นพบแล้ว มันวางอยู่ด้านหน้าอาบไปด้วยแสงอบอุ่น ชายคนทางขวาถูกปลดปล่อยออกจากวิญญาณร้ายที่สิงสถิตเขาอยู่ ส่วนชายแก่ที่นั่งลงมองศพของนักบุญมาร์คก็คือผู้อุปถัมภ์ที่ว่างจ้างให้วาดภาพนี้ขึ้นนั่นเอง

แน่นอนว่าเมื่อศิลปินร่วมยุคกับตินโตเร็ตโตได้เห็นภาพภาพนี้จะรู้สึกว่ามันแปลกประหลาด พวกคงตกใจที่ได้เห็นสีสันตัดกัน ส่วนการนำเสนอระยะตื้นลึกก็ปราศจากความสมดุลกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นท่าทางหรือการเคลื่อนไหวต่างๆ ในภาพ อย่างไรก็ดี หากตินโตเร็ตโตยังดำเนินตามขนบแบบเดิมๆ เขาคงไม่สามารถสร้างภาพที่มีชีวิตชีวาเช่นนี้ได้ ดังนั้น เพื่อให้บรรลุผลที่ต้องการ ตินโตเร็ตโตยอมละทิ้งความนุ่มนวลของสีสันที่ศิลปินยุคก่อนหน้าอย่างจอร์โจเนและติเชียนภาคภูมิใจ

ในภาพ “นักบุญจอร์จต่อสู้กับมังกร” (St George and the Dragon) เราจะเห็นการใช้สีในโทนที่ไม่ผสมผสานกลมกลืนแบบศิลปินเวนิสคนอื่นๆ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวและความน่าตื่นเต้นให้กับภาพ เราได้เห็นฉากไคลแม็กซ์ตอนที่เจ้าหญิงกำลังวิ่งหนี ในขณะที่ตัวเอกของเรื่อง ซึ่งก็คือนักบุญจอร์จ ถูกเคลื่อนไปอยู่ด้านหลังในแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

St George and the Dragon, Tintoretto, c. 1555-8

จอร์จิโอ วาซารี (Giorgio Vasari 1511-74) ศิลปินและนักวิจารณ์ชาวฟลอเรนซ์ ผู้บันทึกประวัติของศิลปินร่วมยุคกับเขาไว้ในหนังสือชื่อดัง Lives of the Artists กล่าวไว้ว่า หากตินโตเร็ตโตไม่แหวกออกจากขนบของศิลปินในยุคก่อน เขาคงกลายเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ วาซารีวิจารณ์ “ความไม่เสร็จ” ในภาพของตินโตเร็ตโต โดยบอกว่าภาพสเก็ตช์ของเขาดูหยาบเกินไปและแสดงความบังเอิญมากกว่าจะตั้งใจให้เป็นแบบนั้น ซึ่งคำพูดนี้ของวาซารีถูกใช้ในการวิจารณ์งานศิลปะสมัยใหม่เรื่อยมา

ในสมัยของตินโตเร็ตโต การนำเสนอความสมบูรณ์แบบทางเทคนิคไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ศิลปินที่ได้รับการฝึกต่างสามารถทำได้ แต่ตัวตินโตเร็ตโตเองไม่ได้คิดว่าภาพสำเร็จเมื่อพื้นผิวของภาพสมบูรณ์งดงาม หากแต่เมื่อศิลปินได้แสดงความรู้สึกในภาพออกมา เมื่อเขาทำได้อย่างที่ตั้งใจ การทำให้พื้นผิวของงานดูเสร็จเรียบร้อยจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป

ไม่มีใครในช่วงศตวรรษที่ 16 ที่จะใช้วิธีแบบตินโตเร็ตโตได้ดีเท่าศิลปินจากเกาะครีท ประเทศกรีก ชื่อของเขาคือ โดเมนิโกส เธโอโทโกปูโลส (Domenikos Theotokopoulos 1541?-1614) ซึ่งคนทั่วไปเรียกเขาว่า เอล เกรโค (El Greco) หรือ “คนกรีก” เอล เกรโคเดินทางจากดินแดนที่ยังไม่เกิดนวัตกรรมทางศิลปะใดๆ มายังเมืองเวนิส ที่บ้านเกิดของเขา เอล เกรโคคงได้เห็นงานแบบบิแซนทีนที่ดูแข็งทื่อ นิ่งสงบ ต่างจากสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ เมื่อไม่ได้ฝึกฝนให้ออกแบบภาพอย่างถูกต้อง เขาจึงไม่เห็นว่างานของตินโตเร็ตโตน่าตกใจอะไร เพราะตัวเขาเองก็เห็นด้วยกับตินโตเร็ตโตในการนำเสนอเรื่องราวทางศาสนาแบบใหม่ที่น่าสนใจกว่าเดิม หลังจากอยู่ที่เวนิสได้พักใหญ่ เขาย้ายไปตั้งถิ่นฐานที่เมืองโทเลโด ประเทศสเปน

งานของเอล เกรโคไม่สนใจการนำเสนอตามธรรมชาติยิ่งไปกว่าตินโตเร็ตโตเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปแบบหรือสีสัน เขาเลือกที่จะสร้างภาพที่น่าตื่นตระหนกและเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ภาพจาก Revelation of St John (หนังสือที่บอกเล่าเรื่องราววันสิ้นโลก) คือภาพชุดที่โด่งดังที่สุดของเอล เกรโค ลูกแกะศักดิ์สิทธิ์เรียกนักบุญจอห์นให้มาดูการเปิดฝาผนึกทั้ง 7 ออก

The Opening of the Fifth Seal of the Apocalypse, El Greco, c. 1608-14

เมื่อฝาแผ่นที่ห้าถูกเปิดออก จอห์นบันทึกไว้ว่า “ข้าเห็นวิญญาณของเหล่าสาวกที่ต้องหลั่งเลือดเพื่อเผยแผ่คำสอนของพระผู้เป็นเจ้า พวกเขาส่งเสียงคร่ำครวญว่า พระผู้เป็นเจ้า ผู้ศักดิ์สิทธิ์และจริงแท้ เมื่อไรพระองค์จึงจะแก้แค้นให้แก่เลือดของพวกเราที่ต้องหลั่งไหลเพราะมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลก” ในขณะที่เทวดานำผ้าคลุมสีขาวมาให้พวกเขาแต่ละคน แน่นอนว่าไม่มีกลวิธีใดที่จะนำเสนอเรื่องราวอันบีบคั้นเมื่อเหล่าสาวกเรียกร้องให้พระผู้เป็นเจ้าทำลายล้างโลกที่เปรอะเปื้อนทิ้งเสีย ได้เท่ากับวิธีที่เอล เกรโคนำเสนอ

เอล เกรโคคงจะได้ศึกษาการจัดวางองค์ประกอบแบบไม่สมมาตรมาจากตินโตเร็ตโตไม่มากก็น้อย นอกจากนี้เขายังได้ศึกษาการทำตัวละครให้ผิดสัดส่วนแบบศิลปินแมนเนอริสม์ แต่เอล เกรโคยังคงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการสร้างงานของเขา นอกจากนี้ ในสเปน รสนิยมทางศาสนามีลักษณะเฉพาะตัวต่างไปจากดินแดนอื่นๆ ดังนั้น งานของเอล เกรโคจึงไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์แบบของตินโตเร็ตโต ชาวสเปนรับงานแบบเอล เกรโคได้ เอล เกรโคจึงได้รับการยอมรับอย่างสูงที่นั่น เวิร์กช็อปของเขางานล้นมือและมีผู้ช่วยมากมาย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมงานของเอล เกรโคแต่ละชิ้นบางครั้งมีคุณภาพไม่เท่ากัน

อย่างไรก็ดี คนในยุคต่อมาเห็นงานของเอล เกรโคว่าน่าขบขันและไม่สวยงาม จนเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อศิลปินสมัยใหม่แสดงให้เห็นว่างานศิลปะที่ดีไม่ได้หมายถึงงานที่แสดงความสวยงามตามธรรมชาติเท่านั้น งานของเอล เกรโคจึงได้รับการพิจารณาและนำมาศึกษาใหม่อีกครั้ง

ในดินแดนทางตอนเหนือ ไม่ว่าจะเป็นฮอลแลนด์ เยอรมนี หรืออังกฤษ ศิลปินเจอกับปัญหาที่ใหญ่กว่าศิลปินในอิตาลีหรือสเปนมากนัก ในขณะที่ศิลปินทางใต้เพียงแค่พยายามหาหนทางใหม่ๆ ในการนำเสนองานศิลปะ ศิลปินทางเหนือพบวิกฤตที่ว่างานศิลปะควรจะยังดำเนินต่อไปหรือไม่ ปัญหานี้เป็นผลมาจากการปฏิรูปศาสนา (The Reformation) ชาวโปรเตสแตนต์ปฏิเสธการสร้างรูปเคารพ ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นหรือภาพวาด ด้วยเหตุนี้ ศิลปินในประเทศที่เปลี่ยนไปนับถือนิกายโปรเตสแตนต์ส่วนมากจึงขาดแหล่งรายได้หลักจากการวาดภาพประดับแท่นบูชา (altar painting) นิกายคาลวินิสม์ (Calvinism) ซึ่งเข้มงวดกว่า ปฏิเสธแม้กระทั่งการตกแต่งบ้านให้สวยงาม งานที่สร้างรายได้ให้ศิลปินทางตอนเหนือจึงเหลือเพียงการวาดภาพเหมือนบุคคลและการวาดภาพประกอบหนังสือเท่านั้น ซึ่งก็แทบจะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

เราเห็นวิกฤตศิลปะนี้ได้จากชีวิตของศิลปินเยอรมันผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค นั่นคือ ฮันส์ โฮลไบน์ เดอะ ยังเกอร์ (Hans Holbein the Younger 1497-1543) โฮลเบนเด็กว่าดูเรอร์ถึง 26 ปี เขาเกิดที่เมืองโอกส์บูร์ก (Augsburg) เมืองการค้าที่อยู่ใกล้กับประเทศอิตาลี ภายหลังเขาย้ายไปอยู่เมืองบาเซล (Basel) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ใหม่ในสมัยนั้น

พ่อของโฮลเบนเป็นศิลปินที่ได้รับการยอมรับ โฮลไบน์จึงได้เรียนรู้ศิลปะทั้งของศิลปินทางตอนเหนือและตอนใต้ตั้งแต่ยังเด็ก เขาอายุเพียง 30 กว่าๆ เมื่อวาดภาพประดับแท่นบูชา “พระแม่และบุตรพร้อมครอบครัวนายกเทศมนตรีเมเยอร์” (The Virgin and Child with the family of Burgomaster Meyer) ในเมืองบาเซล รูปแบบเป็นไปตามขนบทั่วไปแบบที่เราเห็นในภาพพระแม่ของตระกูลเปซาโรโดยติเชียน การจัดวางองค์ประกอบของตัวละครเป็นไปอย่างเป็นอิสระทั้งสองข้างของตัวพระแม่ซึ่งดูนิ่งสงบ ทำให้นึกถึงภาพพระแม่และเหล่าสาวกของเบลลินี แต่ความเอาใจใส่ในการนำเสนอรายละเอียดต่างๆ แสดงให้เห็นว่าโฮลไบน์ได้อิทธิพลมาจากศิลปินทางตอนเหนือ

The Virgin and Child with the family of Burgomaster Meyer, Hans Holbein the Younger, 1528


โฮลไบน์กำลังจะกลายเป็นศิลปินชั้นนำของเยอรมนี ถ้าเพียงแต่ว่าการปฏิรูปศาสนาจะไม่เกิดขึ้นและดับความหวังของเขาลง ในปี 1526 เขาเดินทางไปยังประเทศอังกฤษด้วยจดหมายแนะนำตัวจากปัญญาชนคนสำคัญ นั่นคือ อีราสมัสแห่งร็อตเตอร์ดัม (Erasmus of Rotterdam) ในจดหมาย อีราสมัสกล่าวว่า “ศิลปะที่นี่ถูกแช่แข็งเสียแล้ว” เขาเขียนจดหมายแนะนำโฮลไบน์ไปให้เพื่อนๆ หลายคนในอังกฤษ หนึ่งในนั้นคือเซอร์โธมัส มอร์ (Thomas More) งานแรกๆ ของโฮลไบน์จึงคือการวาดภาพครอบครัวของเซอร์โธมัส ซึ่งภาพร่างของเขายังถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในพระราชวังวินเซอร์

Thomas More's daughter-in-law, Hans Holbein the Younger, 1528

หากโฮลไบน์ต้องการหนีจากภาวะแห่งการปฏิรูปศาสนา เขาอาจต้องผิดหวังในเวลาต่อมา เพราะอังกฤษเองก็กำลังจะต้องเผชิญหน้ากับสภาวะเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อโฮลไบน์ตั้งหลักได้ เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นศิลปินประจำราชสำนักของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ซึ่งทำให้เขาสามารถทำงานและมีรายได้อย่างสม่ำเสมอ เขาไม่อาจวาดภาพพระแม่ได้อีกต่อไป แต่การวาดภาพในราชสำนักก็ไม่ได้เลวร้ายนัก โฮลไบน์มีโอกาสได้วาดภาพเฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับ ของตกแต่งต่างๆ ซึ่งเปิดโอกาสให้เขาได้แสดงความสามารถในฐานะศิลปิน งานหลักของเขาคือการวาดภาพเหมือนของสมาชิกในราชวงศ์ และเป็นภาพของโฮลไบน์นี่เองที่ทำให้เราได้เห็นตัวตนและจิตวิญาณของผู้คนในสมัยของพระเจ้าเฮนรีที่ 8

Sir Richard Southwell, Hans Holbein the Younger, 1536

ภาพเหมือนของเซอร์ริชาร์ด เซาธ์เวล ผู้มีส่วนในการยกเลิกนิกายคาทอลิก (Catholic) ไม่มีอะไรที่ดึงดูดสายตาเป็นพิเศษ แต่เมื่อเรามองภาพนี้นานเข้า เราจะเริ่มรู้สึกและสัมผัสได้ถึงตัวตนของเซอร์ริชาร์ด เราเชื่อว่านี่เป็นภาพที่โฮลไบน์ถ่ายทอดออกมาอย่างซื่อตรงปราศจากความกลัวหรือการประจบเอาใจใดๆ เขาวางตัวละครของเขาอย่างสมดุล แม้จะดูค่อนข้างโจ่งแจ้งเมื่อเทียบกับภาพเหมือนในยุคก่อนหน้านี้ แต่เราได้เห็นว่าโฮลไบน์วาดขึ้นด้วยความมั่นใจและไม่ต้องการใช้รายละเอียดอื่นๆ มาบดบังหรือดึงดูดความสนใจไปจากตัวแบบอย่างแต่ก่อน เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับภาพ โฮลไบน์เพียงแค่ต้องการนำเสนอแบบของเขาอย่างตรงไปตรงมา

Georg Gisze, a German merchant in London, Hans Holbein the Younger, 1532

เมื่อโฮลไบน์จากประเทศเยอรมนีมานั้น สถานการณ์ของงานศิลปะไม่สู้ดีนัก และเมื่อเขาเสียชีวิต สถานการณ์ในประเทศอังกฤษก็ไม่แตกต่างกัน แขนงของจิตรกรรมที่ยังเหลือรอดให้ศิลปินมีงานทำคือการวาดภาพเหมือนบุคคล (portrait) ซึ่งโฮลไบน์มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น อย่างไรก็ดี อิทธิพลแมนเนอริสม์จากอิตาลีทำให้ภาพวาดที่ดูเรียบง่ายของโฮลไบน์ตกยุคไป งานภาพเหมือนในช่วงนี้จึงมีการประดับตกแต่งแบบหรูหรามากขึ้น เราจะเห็นได้ในภาพเหมือนของ นิโคลัส ฮิลลิอาร์ด (Nicholas Hilliard 1547-1619) ซึ่งอยู่ร่วมสมัยเดียวกับเซอร์ฟิลิป ซิดนีย์ (Sir Philip Sidney) และเชคเสปียร์ (Shakespeare) ในภาพแสดงรูปชายหนุ่มยืนพิงต้นไม้ซึ่งล้อมรอบไปด้วยดงกุหลาบมีหนาม มือขวาประทับที่หัวใจ นี่อาจเป็นภาพที่เขาตั้งใจมอบให้หญิงสาว เป็นภาพวาดของชายหนุ่มในสมัยนั้นซึ่งมักแสดงออกถึงความรักที่ไม่สมหวังและความเศร้าสร้อย

Young man among roses, Nicholas Hillard, c. 1587

มีประเทศโปรเตสแตนต์ประเทศเดียวในยุโรปที่ศิลปะรอดพ้นผลของการปฏิรูปทางศาสนาคือที่เนเธอร์แลนด์ นอกจากภาพเหมือนบุคคล ศิลปินดัตช์รู้วิธีที่จะวาดภาพเรื่องราวที่โบสถ์ต่างๆ ไม่อาจปฏิเสธได้ ตั้งแต่ยุคของวาน ไอค์ (Van Eyck) ศิลปินเนเธอร์แลนด์ขึ้นชื่อในเรื่องการลอกเลียนแบบธรรมชาติ กระทั่งศิลปินอิตาเลียนผู้ภาคภูมิใจในการนำเสนอร่างกายมนุษย์ในท่าทางต่างๆ ยังต้องยอมรับว่าศิลปินดัตช์สามารถถ่ายทอดรายละเอียดของต้นไม้ ดอกไม้ และขนสัตว์ได้ดีกว่าตน ดังนั้น เมื่อพื้นที่ในการวาดภาพทางศาสนาถูกปิดกั้น ศิลปินดัตช์จึงปรับตัวโดยนำความสามารถเฉพาะตัวของตนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พวกเขาเริ่มวาดภาพเฉพาะทางขึ้นมา เราได้เห็นตัวอย่างมาบ้างแล้วในงานของ เฮียโรนีมัส บอช (Hieronymus Bosch) ซึ่งเชี่ยวชาญในการถ่ายทอดภาพนรก ภูตผี และสัตว์ประหลาดต่างๆ เขาสร้างแนวทางเฉพาะตนขึ้นมาตั้งแต่ก่อนจะเกิดวิกฤตศิลปะเสียอีก ดังนั้น เมื่อเส้นทางของศิลปินถูกบีบให้แคบลง ศิลปินส่วนมากจึงเลือกที่จะสร้างงานเฉพาะทางมากขึ้น สิ่งที่โดดเด่นมากคือ การวาดภาพฉากเหตุการณ์ในชีวิตทั่วๆ ไป ซึ่งเรียกว่า“ฌองร์ – Genre Painting (คำว่า genre ในภาษาฝรั่งเศสหมายถึง “สาขา” หรือ “ชนิด”)

ศิลปินดัตช์ที่มีชื่อในด้านภาพฉากเหตุการณ์ในชีวิตทั่วๆ ไปในช่วงศตวรรษที่ 16 นี้ได้แก่ ปีเตอร์ บรูเกล ดิ เอลเดอร์ (Pieter Bruegel the Elder 1525?-69) เราไม่ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตเขามากนัก นอกจากว่าเขาได้เดินทางไปยังอิตาลี ซึ่งไม่ต่างจากศิลปินทางเหนือคนอื่นๆ ในยุคนั้น นอกจากนี้ ในช่วงปี 1560 เขาทำงานอยู่ในเมืองอันต์เวิร์บ (Antwerp) และบรัสเซลส์ (Brussels) เป็นส่วนใหญ่

งานที่บรูเกลถนัดคือการวาดภาพชีวิตชาวนา ไม่ว่าจะเป็นการเฉลิมฉลองหรือการทำงานของพวกเขา จนบางคนทึกทักเอาว่าบรูเกลมาจากชนชั้นชาวนา ที่จริง บรูเกลเป็นคนเมืองและมุมมองที่เขามองชาวนาก็เป็นแบบคนเมือง นั่นก็คือดูตลกและเงอะงะ ไม่ต่างจากบทละครของเชคสเปียร์ที่มักแสดงตัวละครเหล่านี้อย่างตลกโปกฮา ไม่ใช่ว่าบรูเกลหรือเชคเสปียร์ดูถูกชนชั้นล่าง หากแต่พวกเขาต้องการแสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้จริงใจและไม่มีพิธีรีตอง ไม่สวมหน้ากากแบบชนชั้นสูง การแสดงออกของพวกเขาจึงตรงไปตรงมาไม่มีการเสแสร้งแกล้งทำ

Peasant Wedding, Pieter Brugel the Elder, c. 1568

ในภาพ “งานแต่งงานของชาวนา” (Peasant Wedding) บรูเกลนำเสนอฉากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงนา เจ้าสาวนั่งอยู่หน้าผืนผ้าสีฟ้าโดยสวมมงกุฎเล็กๆ เธอนั่งนิ่ง ประสานมือ และอมยิ้มน้อยๆ อย่างพึงพอใจ ชาวแก่ที่นั่งบนเก้าอี้และผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ คงจะเป็นพ่อและแม่ของเธอ ในขณะที่ชายหนุ่มที่กำลังวุ่นอยู่กับการตักอาหารอาจจะเป็นเจ้าบ่าว คนอื่นๆ ในภาพกำลังจดจ่ออยู่กับอาหารตรงหน้า เราพอจะทราบว่างานเลี้ยงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ดูได้จากจอกไหใส่เครื่องดื่มที่ยังอยู่ในตระกร้ารอรับการเติม ในขณะที่อาหารเพิ่งถูกนำมาเตรียมเสิร์ฟบนโต๊ะ แขกคนหนึ่งกำลังยกจานอาหารขึ้นวางบนโต๊ะ กลุ่มคนที่ประตูกำลังเข้ามาสมทบ นักดนตรีกำลังเล่นบทเพลง ในขณะที่ดวงตาก็จ้องมองอาหารที่ถูกยกผ่านหน้าไป เด็กด้านหน้ากำลังเลียนิ้วอย่างเอร็ดอร่อยแสดงความหิวกระหายอย่างไร้เดียงสา

นอกจากการสังเกตรายละเอียดที่น่าชื่นชม บรูเกลสามารถจัดวางองค์ประกอบโดยรวมของภาพของเขาได้อย่างลงตัว ไม่ดูสับสนทั้งๆ ที่มีตัวละครและเหตุการณ์ย่อยๆ มากมาย การเล่าเรื่องเป็นไปอย่างแนบเนียน เริ่มจากประตูด้านท้ายโรงนา สายตาเราถูกนำมายังโต๊ะอาหารตัวยาว ไปยังคนเสิร์ฟอาหารด้านหน้า ในขณะที่ตัวละครที่กำลังยกจานอาหารขึ้นบนโต๊ะพาเราไปสู่ตัวเจ้าสาวที่กำลังนั่งยิ้ม

ภาพนี้ดูเรียบง่ายหากแต่ก็มีชีวิตชีวา บรูเกลได้นำเสนอศิลปะรูปแบบใหม่ต่อศิลปินดัตช์ซึ่งจะพัฒนาศิลปะแนวนี้ไปสู่จุดสูงสุดในเวลาต่อมา

ในฝรั่งเศส สถานการณ์แตกต่างออกไป เนื่องจากถูกขนาบอยู่ตรงกลาง ศิลปินในฝรั่งเศสจึงได้รับอิทธิพลทั้งจากทางตอนเหนือและทางตอนใต้ ศิลปะแนวใหม่ในอิตาลีทำให้ศิลปินในฝรั่งเศสงงงวยไม่ต่างจากศิลปินจากทางเหนือ งานที่ได้รับการยอมรับในชนชั้นสูงคือสไตล์แมนเนอริสม์ ตัวอย่างเช่นในงานของ ฌอง กูชง (Jean Goujon) เราจะเห็นอิทธิพลทั้งของปาร์มิจานิโนในเรื่องสัดส่วนที่ยืดยาวและจัมโบโลนญาในการแสดงความสง่างามอ่อนช้อย

Nymphs from the Fontaine des Innocents, Jean Goujon, 1547-9

ในยุคถัดมา ศิลปินภาพพิมพ์อย่าง ฌาคส์ คัลโลต์ (Jacques Callot 1592-1635) ได้ผสมผสานแนวแมนเนอริสม์แบบอิตาเลียนเข้ากับแนวพื้นบ้านของบรูเกล ในภาพพิมพ์ของคัลโลต์ ตัวละครของเขามีสัดส่วนผิดธรรมดาเช่นเดียวกับศิลปินแมนเนอริสม์อย่างตินโตเร็ตโตและเอล เกรโค แต่ตัวละครเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวของคนธรรมดาไม่ต่างจากภาพของบรูเกล เช่น คนที่ถูกเนรเทศ ทหาร ขอทาน หรือคนพิการ แต่ในช่วงที่คัลโลต์กำลังพัฒนาภาพพิมพ์แนวนี้ ศิลปินในยุโรปเริ่มหันไปสนใจปัญหาใหม่ๆ ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญกันไปทั่วทั้งกรุงโรม ไปจนถึงเมืองอันต์เวิร์บและแมดริด

Two Italian clowns, Jacques Callot, c. 1622


The new learning spreads: ความรู้ใหม่

เยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ ต้นศตวรรษที่ 16

การค้นพบและความสำเร็จของศิลปินในอิตาลีสร้างความประทับใจให้แก่ศิลปินทางตอนเหนืออย่างมาก ใครก็ตามที่สนใจจะศึกษาความรู้จากยุคคลาสสิคต่างมองไปยังอิตาลี ที่ซึ่งปัญญาและความรู้ต่างๆ จากยุคโบราณถูกค้นพบ เป็นที่ทราบกันดีว่าเราไม่สามารถพูดถึงพัฒนาการทางศิลปะในความหมายเดียวกับการพัฒนาทางการศึกษา งานจากยุคกอธิคอาจดีพอๆ กับยุคเรอเนซองส์ เพียงแต่ว่าสำหรับผู้คนในสมัยนั้นที่ได้ติดต่อกับภูมิภาคทางใต้อย่างอิตาลีและได้เห็นการคิดค้นใหม่ๆ มากมาย ย่อมรู้สึกว่างานแบบกอธิคของตนนั้นล้าสมัย

ความรู้ใหม่ๆ ที่ศิลปินในอิตาลีเป็นผู้ค้นพบแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อใหญ่ๆ อย่างแรกคือ การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องของการใช้หลักทัศนมิติ (perspective) สองคือเรื่องกายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) ที่ทำให้ศิลปินสามารถนำเสนอร่างกายได้อย่างสมจริงและสวยงาม สามคือความรู้ทางสถาปัตยกรรมจากยุคคลาสสิค ซึ่งในสมัยนั้นดูจะเป็นตัวแทนของความสง่างามและความงดงามทั้งมวล

สิ่งที่น่าสนใจคือปฏิกิริยาที่ศิลปินจากที่อื่นๆ มีต่อความรู้ใหม่เหล่านี้ พวกเขาต้องปรับตัวอย่างไรหรือจะก้าวข้ามรอยต่อนี้ไปได้อย่างไร สาขาที่ยากที่สุดคือสถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมแบบกอธิคและเรอเนซองส์แตกต่างกันมากทั้งในแง่ของวัตถุประสงค์และรูปแบบ ดังนั้น เป็นเวลานานกว่าที่ศิลปินจากทางเหนือจะประยุกต์แนวศิลปะจากทางใต้มาใช้ในงานสถาปัตยกรรมของตน อย่างไรก็ดี รูปแบบการตกแต่งหลักๆ ของอาคารยังเหมือนเดิม สถาปนิกเพียงแต่เพิ่มรายละเอียดและองค์ประกอบแบบคลาสสิคเข้าไปเท่านั้น ในฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมนี มีโบสถ์หลายแห่งที่มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสไตล์แบบใหม่ ต้นเสาแบบเดิมถูกแทนที่ด้วยต้นเสาที่มีหัวเสาแบบยุคคลาสสิค ซุ้มหน้าต่างแบบยอดแหลมถูกเปลี่ยนเป็นแบบโค้งมน ศิลปินอิตาเลียนผู้เคร่งครัดกับกฎของยุคคลาสสิคอาจจะส่ายหน้าเมื่อเห็นสถาปัตยกรรมรูปแบบนี้ หากแต่เมื่อพิจารณาให้ดี เราจะเห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและการประยุกต์ของศิลปินทางเหนือ

Choir of the Church of St-Pierre, Pierre Sohier, Caen, France, 1518-45

ในกรณีของงานจิตรกรรมและประติมากรรม ความรู้ใหม่นี้ส่งผลต่างออกไป มีเพียงศิลปินปลายแถวที่น้อมรับและลอกเลียนแบบศิลปะแนวใหม่อย่างผิวเผิน ในขณะที่ศิลปินที่แท้จริงต้องการทำความเข้าใจความรู้และการคิดค้นรูปแบบใหม่อย่างถ่องแท้ก่อนที่จะสร้างงานของตนขึ้น เราจะเห็นกระบวนการการเรียนรู้นี้จากงานของศิลปินเยอรมันนาม แอลเบรชท์ ดูเรอร์ (Albrecht Dürer 1471-1528)

แอลเบรชท์ ดูเรอร์เป็นบุตรชายของช่างทองที่มีฝีมือจากฮังการี ครอบครัวของเขาย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองนูเรมเบิร์ก ดูเรอร์แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการวาดภาพตั้งแต่ยังเล็ก ภายหลังเขาเข้าฝึกงานในเวิร์กช็อปของ มิคาเอล โวลเกอมุท (Michael Wolgemut) เพื่อฝึกงานวาดภาพวาดแท่นบูชาและการทำภาพพิมพ์ไม้ เมื่อฝึกฝนสำเร็จ เช่นเดียวกับช่างฝีมืออื่นๆ ในยุคนั้น เขาออกเดินทางเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในดินแดนต่างๆ และเพื่อหาที่ลงหลักปักฐาน ความตั้งใจแรกของดูเรอร์คือเดินทางไปที่เวิร์กช็อปของ มาร์ติน โชนกาวเออร์ (Martin Schongauer) ศิลปินผู้ขึ้นชื่อในเรื่องการทำภาพพิมพ์แกะลายบนแผ่นทองแดง แต่เมื่อเขาไปถึงกลับพบว่าโชนกาวเออร์ได้เสียชีวิตไปแล้ว ดูเรอร์จึงอยู่ฝึกงานกับพี่น้องของโชนกาวเออร์พักหนึ่งแล้วจึงเดินทางต่อไปยังเมืองบาเซล (Basel) ในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้และอุตสาหกรรมหนังสือ เขาทำภาพพิมพ์ไม้สำหรับพิมพ์ในหนังสือที่นั่นพักหนึ่ง จากนั้นจึงเดินทางข้ามเทือกเขาแอลปส์ไปยังทางตอนเหนือของอิตาลี เขาได้เห็นสิ่งต่างๆ มากมาย รวมทั้งได้ศึกษางานของมานเตนญา (Mantegna) ดูเรอร์เดินทางกลับมายังเมืองนูเรมเบิร์ก แต่งงาน และเปิดเวิร์กช็อปของตัวเอง เขาได้ศึกษาทักษะต่างๆ ของศิลปินทางใต้มาอย่างครบมือ แต่ภายหลังดูเรอร์ก็ได้แสดงให้เห็นว่า นอกจากเรื่องของเทคนิค ศิลปินต้องนำเสนอความรู้สึกและพลังแห่งจินตนาการ ซึ่งนั่นทำให้เขากลายเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่แห่งยุค

งานชิ้นสำคัญๆ ในช่วงแรกคือภาพพิมพ์ไม้บอกเล่าเรื่องราวจาก The Revelation of St John ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์ไบเบิลที่บอกเล่าเรื่องราววาระสุดท้ายของโลก (Apocalypse) เมื่องานเผยแพร่ออกไป ดูเรอร์เป็นที่กล่าวขวัญเนื่องจากภาพของเขาแสดงให้เห็นถึงวันโลกาวินาศ (Doomsday) ได้อย่างน่าสะพรึงกลัว ไม่เคยมีภาพที่ทรงพลังขนาดนี้มาก่อน

ในภาพ “นักบุญไมเคิลต่อสู้กับมังกร” (St Michael’s Fight Against the Dragon) ดูเรอร์ละทิ้งการวางท่าทางแบบเดิมๆ ที่มักแสดงความสง่างามและความง่ายดายในการต่อสู้กับมารร้าย นักบุญไมเคิลของดูเรอร์ไม่ได้วางท่าใดๆ ทั้งสิ้น เขาดูเหมือนคนจริงๆ ที่ใช้สองมือออกแรงเสียบหอกเข้าไปในคอหอยของมังกร ที่อยู่รอบตัวคือเหล่าเทวดาที่กำลังต่อสู้กับสัตว์ร้ายอื่นๆ ส่วนด้านล่างเป็นภาพทิวทัศน์ที่แสนสงบโดยมีลายเซ็นที่เป็นเอกลักษณ์ของดูเรอร์อยู่ด้วย

St Michael's Fight Against the Dragon, Albrecht Dürer, 1498

แม้ว่าดูเรอร์จะแสดงให้เห็นพลังในการจินตนาการอย่างล้นเหลือ แต่เขายังไม่พอใจอยู่แค่นั้น จากภาพสเก็ตช์ต่างๆ จะเห็นว่าดูเรอร์สนใจการถ่ายทอดความงามของธรรมชาติเช่นกัน เขานั่งวาดภาพสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติอย่างอดทน ไม่ต่างจากที่วาน ไอค์พยายามสร้างงานที่จะเป็นกระจกสะท้อนธรรมชาติออกมา

Great Piece of Turf, Albrecht Dürer, 1503

งานสเก็ตช์เหล่านี้สร้างชื่อให้กับดูเรอร์เป็นอย่างมาก เนื่องจากเขาแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการลอกเลียนแบบธรรมชาติได้ย่างสมจริง ดังจะเห็นได้ในภาพ “ประสูติพระเยซู” (The Nativity)

The Nativity, Albrecht Dürer, 1504

เราจะเห็นความพยายามในการถ่ายทอดรายละเอียดต่างๆ ตัวละครหลักในภาพอาจจะดูตัวเล็กและไม่โดดเด่นเช่นปกติ แต่สิ่งแวดล้อมที่ดูเรอร์สร้างขึ้นเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจน หรือในภาพ “อดัมและอีฟ” (Adam and Eve) ดูเรอร์นำเสนอความงามของร่างกายแบบใหม่ ซึ่งเขาภูมิใจนำเสนอมากโดยบันทึกข้อความไว้ว่า “อัลเบรชท์ ดูเรอร์ทำภาพพิมพ์นี้ขึ้นในปี 1504″

Adam and Eve, Albrecht Dürer, 1504

ตรงข้ามกับดูเรอร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว มัทเธียส กรุเนอวาลด์ (Matthias Grünewald) ศิลปินเยอรมันมากความสามารถอีกคน กลับถูกหลงลืมอยู่บ่อยครั้ง เราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับศิลปินท่านนี้เลย ใน “ภาพวาดหน้าแท่นบูชาไอเซนไฮม์” (Isenheim altarpiece) กรุเนอวาลด์แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้ต้องการเป็นอะไรมากไปกว่าการเป็นช่างฝีมือ แม้เขาจะพอได้เรียนรู้ศิลปะจากดินแดนทางใต้มาบ้าง แต่เขาเลือกที่จะใช้มันเพียงเล็กน้อยเฉพาะเมื่อมันช่วยให้วัตถุประสงค์ในการถ่ายทอดเรื่องราวทางศาสนาแบบยุคกลางบรรลุผล

Isenheim Altarpiece, Matthias Grunewald, 1506-1515, Unterlinden Museum, Alsace, France

ในฉาก “การตรึงการเขน” (The Crucifixion) กรุเนอวาลด์ไม่ได้ตั้งใจแสดงความงดงามของพระเยซูแต่อย่างใด หากแต่แสดงความทุกข์ทรมานของการต้องถูกตรึงบนกางเขน รูปร่างที่บิดเบี้ยวด้วยความทรมาน โดยเฉพาะส่วนมือและเท้าที่แสดงให้เห็นความเจ็บปวดอย่างที่สุด ตัวละครอื่นๆ เป็นไปตามขนบ ไม่ว่าจะเป็นพระแม่ที่กำลังเป็นลมโดยมีนักบุญจอห์นคอยประคองอยู่ แมรี แม็คดาเลนพร้อมโถขี้ผึ้งกำลังชูมือแสดงความโศกเศร้า จอห์น เดอะ แบ็พทิสต์ ยืนอยู่อีกด้านกับสัญลักษณ์ของพระเยซู นั่นก็คือแกะที่กำลังหลั่งเลือดลงสู่จอกศักดิ์สิทธ์ นอกจากนี้ เขายังชี้นิ้วไปที่พระเยซู โดยมีคำพูดตามพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า “เขาต้องยิ่งใหญ่ขึ้น ส่วนพวกเราต้องเล็กลง” กรุเนอวาลด์ต้องการให้ผู้ชมใส่ใจและเพ่งพินิจคำพูดนี้

The Crucifixion from the Isenheim Altarpiece, Matthias Grünewald, 1506-1515

แม้กรุเนอวาลด์จะแสดงฉากการตรึงการเขนอย่างน่าสยดสยองและสมจริง แต่เขาได้ละทิ้งกฎตามความรู้ใหม่แบบเรอเนซองส์ในเรื่องของสัดส่วน หากสังเกตดีๆ เราจะเห็นว่าพระเยซูมีขนาดใหญ่ที่สุด ส่วนตัวละครอื่นๆ ก็เล็กลงตามความสำคัญ เพื่อถ่ายทอดข้อความทางศาสนากรุเนอวาลด์ย้อนกลับไปหาวิธีการของศิลปินยุคโบราณในการกำหนดขนาดของตัวละครให้แตกต่างกันตามความสำคัญ

กรุเนอวาลด์จึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่าศิลปินที่ยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องหัวก้าวหน้า นั่นเพราะความยิ่งใหญ่ในทางศิลปะไม่ได้อยู่ที่การค้นพบใหม่ๆ เท่านั้น กรุเนอวาลด์มีความสามารถในการถ่ายทอดศิลปะรูปแบบใหม่ แต่เลือกที่จะใช้มันเฉพาะเพื่อถ่ายทอดสารที่ต้องการสื่อเท่านั้น

ดินแดนเนเธอร์แลนด์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 ไม่ได้ผลิตศิลปินที่ยิ่งใหญ่มากเท่าสมัยศตวรรษที่ 15 ซึ่งเต็มไปด้วยศิลปินชื่อดังอย่าง ยาน วาน ไอค์ (Jan van Eyck) โรเกียร์ วาน เดอร์ ไวย์เดน (Rogier van der Weyden) และฮูโก วาน เดอร์ กูส (Hugo van der Goes) ศิลปินเหล่านี้โด่งดังไปทั่วยุโรป สำหรับศิลปินในช่วงศตวรรษที่ 16 ส่วนมากพวกเขาลังเลว่าจะเดินตามขนบเหรือก้าวไปสู่ความรู้แบบใหม่ดี ตัวอย่างเช่นในงานของ ยาน กอสแสร์ท (Jan Gossaert) หรือ มาบูส (Mabuse 1478?-1532)

St Luke Painting the Virgin, Mabuse, c. 1515

ในภาพ “นักบุญลุควาดภาพพระแม่” (St Luke Painting the Virgin) ตามตำนาน นักบุญลุคมีอาชีพเป็นจิตรกร ในภาพนี้เขากำลังวาดภาพพระแม่และพระบุตร วิธีที่มาบูสวาดตัวละครของเขาไม่ต่างจากวาน ไอค์นัก หากแต่ฉากหลังและสถานที่ดูต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ดูเหมือนกับว่าเขาพยายามจะอวดความสามารถที่เขาเรียนรู้จากศิลปินในอิตาลี ไม่ว่าจะเป็นการแสดงหลักทัศนมิติ สถาปัตยกรรมแบบคลาสสิค การให้แสงและสี ภาพนี้ดูสวยงามก็จริงแต่กลับขาดความกลมกลืนไม่ว่าจะเป็นแบบทางเหนือหรือทางใต้ ทำให้ผู้ชมสงสัยว่าทำไมนักบุญลุคจึงไปนั่งวาดภาพพระแม่ในสถานที่เช่นนั้น

นอกจากมาบูสแล้ว ยังมีศิลปินชาวดัตช์ชื่อ เฮียโรนีมัส บอช (Hieronymus Bosch) เราไม่ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับเขามากนัก เช่นเดียวกับกรุเนอวาลด์ บอชแสดงให้เห็นว่าการวาดภาพไม่จำเป็นต้องเหมือนจริงไปเสียทั้งหมด เขามีชื่อเสียงจากภาพแสดงความชั่วร้ายที่น่าสะพรึงกลัว เช่นในภาพแผ่นไม้ “สวรรค์และนรก” (Paradise and Hell)

Paradise and Hell, Hieronymus Bosch, c. 1510

ภาพทางซ้ายแสดงให้เห็นความชั่วร้ายที่เดินทางมาสู่โลก มีฉากการกำเนิดอีฟและการทำผิดของอดัมและอีฟซึ่งทำให้ทั้งคู่ถูกขับไล่ออกจากสวรรค์ ด้านบนเราจะเห็นเหล่าเทวดานางฟ้าร่วงลงมาจากสวรรค์ ส่วนในอีกภาพหนึ่งเราจะได้เห็นภาพของนรกซึ่งมีทั้งเปลวไฟแผเผาและการทรมานรูปแบบต่างๆ มีภูตผีและมารร้ายทั้งหลายทำหน้าที่ทรมานวิญญาณบาปไปชั่วนิรันดร์ นี่เป็นครั้งแรกที่ความน่าสะพรึงกลัวถูกถ่ายทอดออกมาอย่างแจ่มแจ้ง ราวกับว่าบอชได้ไปนั่งอยู่ที่นั่นและเห็นภาพนี้มาด้วยตาตนเอง บางที เขาน่าจะเขียนข้อความในภาพนี้เช่นเดียวกับที่วาน ไอค์เคยเขียนในภาพอาร์โนลฟินีว่า “เฮียโรนีมัส บอชเคยมาที่นี่”

Light and Colour: แสงและสี

เวนิสและอิตาลีทางตอนเหนือ ต้นศตวรรษที่ 16

นอกจากฟลอเรนซ์ ศูนย์กลางทางศิลปะที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในอิตาลีได้แก่เมืองเวนิส ด้วยสายสัมพันธ์ทางการค้าที่ใกล้ชิดกับทางตะวันออกทำให้เวนิสรับอิทธิพลเรอเนซองส์จากฟลอเรนซ์ค่อนข้างช้ากว่าที่อื่นๆ แต่เมื่อเวนิสตื่นตัวกับศิลปกรรมรูปแบบใหม่ พวกเขาได้สร้างสรรค์สไตล์ของตัวเองขึ้นมาซึ่งยิ่งใหญ่และมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

ในด้านสถาปัตยกรรม อาคารที่โดดเด่นมากได้แก่ ห้องสมุดซานมาร์โค (Library of San Marco) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณจัตุรัสซานมาร์โคอันสวยงาม

Library of San Marco, Jacopo Sansovino, 1536, Venice

สถาปนิกผู้ออกแบบเป็นชาวเมืองฟลอเรนซ์ชื่อ จาโคโป ซานโซวิโน (Jacopo Sansovino 1486-1570) ซานโซวิโนออกแบบห้องสมุดมาร์โคให้สอดรับกับเมืองเวนิส – เมืองแห่งท้องทะเลที่สะท้อนประกายแสงอันงดงาม หากมองเพียงผิวเผิน อาจพบว่าห้องสมุดแห่งนี้ดูเหมือนอาคารทั่วๆ ไปออกจะเรียบๆ ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่เมื่อพินิจพิจารณาอย่างใกล้ชิดจะพบว่าผู้ออกแบบและช่างฝีมือใส่ใจกับรายละเอียดและพยายามสร้างสรรค์อาคารสไตล์ใหม่ขึ้นมา บริเวณชั้นล่างมีการใช้หัวเสาดอริค (Doric) ซึ่งเป็นสไตล์แบบคลาสสิคที่กำลังเป็นที่นิยม ส่วนชั้นสองใช้หัวเสาแบบไอโอนิค (Ionic) จะเห็นว่าซานโซวิโนได้รับแรงบันดาลใจจากโคลอสเซียม (Colosseum) อย่างชัดเจน เหนือขึ้นไปเป็นส่วนที่เรียกว่า แอตติค (Attic) รองรับเสาระเบียงที่ประดับด้วยรูปปั้น แต่แทนที่จะใช้ซุ้มโค้งเชื่อมระหว่างหัวเสาแต่ละต้นเช่นเดียวกับที่โคลอสเซียม ซานโซวิโนเลือกที่จะสร้างต้นเสาไอโอนิคขนาดเล็กขึ้นมาซ้อนอยู่ด้านในอีกชั้นหนึ่งแล้วจึงเชื่อมด้วยซุ้มโค้งอีกที ผลงานออกแบบของซานโซวิโนเป็นตัวอย่างหนึ่งของสไตล์ศิลปะที่สอดคล้องกับรสนิยมของชาวเวนิสในช่วงศตวรรษที่ 16 หรือช่วงปี 500 (ชินเควเชนโต – Cinquecento)

ผืนทะเลหรือลากูน (lagoon) ที่โอบล้อมเวนิสทำให้เส้นเค้าโครงของสิ่งต่างๆ เลือนราง ทั้งยังช่วยขับประกายสีสันให้ผสมกลมกลืนกันราวกับภาพฝัน บรรยากาศเช่นนี้ส่งผลอย่างมากต่อศิลปินในเวนิส ทำให้พวกเขาใส่ใจเรื่องการใช้สีสัน นอกจากนี้ ด้วยความใกล้ชิดกับอาณาจักรไบแซนเทียม (Byzantium) ศิลปินเวนิสอาจได้เห็นตัวอย่างงานกระเบื้องโมเสคที่มีการผสมผสานโทนสีหลากหลายอย่างกลมกลืน การจะอธิบายเกี่ยวกับการใช้สีสันไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากภาพประกอบในหนังสือส่วนใหญ่มักถูกย่อขนาดลง ทำให้เราหมดโอกาสที่จะได้สัมผัสความงามของสีสันในภาพอย่างลึกซึ้ง

ในช่วงยุคกลาง ศิลปินส่วนมากไม่ได้ใส่ใจการให้สีหรือวาดเส้นสายให้ดูสมจริง พวกเขามักใช้โทนสีที่มีอยู่โดยไม่มีการผสม โดยเฉพาะสีทองและสีฟ้าน้ำทะเล ส่วนศิลปินเรอเนซองส์ในฟลอเรนซ์ก็สนใจแต่เรื่องการวาดเส้น (drawing) มากกว่าสิ่งอื่นใด ไม่ใช่ว่าพวกเขาลงสีได้ไม่งดงาม ตรงกันข้าม พวกเขาทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม เพียงแต่น้อยคนที่จะเห็นว่าสีมีหน้าที่มากกว่าการตกแต่ง ไม่มีใครใช้สีเพื่อสร้างรูปทรงหรือความเป็นเอกภาพให้กับภาพ พวกเขาเลือกที่จะใช้เทคนิคด้านทัศนวิทยาและการจัดวางองค์ประกอบมากกว่า จากนั้นจึงลงสีเป็นขั้นตอนสุดท้าย

แต่ศิลปินในเวนิสไม่ได้คิดว่าสีเป็นเพียงองค์ประกอบเสริม หากใครมีโอกาสไปยืนอยู่ที่หน้ารูป “พระแม่และสาวก” (Madonna and Saints) ที่โบสถ์ซัคคาเรีย (Zaccaria) ในเวนิส ซึ่งวาดโดยศิลปินชาวเวนิสผู้ยิ่งใหญ่นาม โจวันนี เบลลินี (Giovanni Bellini 1431?-1516) ในปี 1505 จะพบว่าศิลปินเวนิสใช้สีแตกต่างไปจากศิลปินที่อื่นๆ ไม่ใช่เพราะภาพดูสว่างสดใสเป็นพิเศษ แต่เป็นเพราะความฉ่ำและสดของสีสันที่สร้าคงวามประทับใจให้แก่ผู้พบเห็น ก่อนที่เขาจะทันได้คิดถึงเนื้อหาของภาพด้วยซ้ำ

Madonna with Saints, Giovanni Bellini, 1505

ในภาพนี้ เราจะรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่กระจายไปทั่วบริเวณที่พระแม่นั่งอยู่ พระเยซูยกมือเล็กๆ ขึ้นเพื่อให้พร นางฟ้านั่งอยู่หน้าบัลลังก์กำลังสีไวโอลินอย่างแผ่วเบา ด้านข้างคือนักบุญที่ยืนอย่างสงบนิ่ง ปีเตอร์ถือกุญแจและหนังสือ แคเธอรีนถือใบปาล์มและวงล้อที่แตกหัก ลูซีถือโถใบเล็กๆ ในขณะที่เจอโรมกำลังอ่านหนังสือ (ตามพระคัมภีร์ เจอโรมเป็นผู้แปลพระคัมภีร์ไบเบิลเป็นภาษาละติน) แม้องค์ประกอบของภาพจะดูสมมาตรแต่ก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าการจัดวางกระด้างจนเกินไป

โจวันนี เบลลินี เป็นศิลปินร่วมยุคกับเวอร์ร็อคคิโอ กีร์ลันไดโย และเปรูจิโน พวกเขาเหล่านี้เป็นอาจารย์ของศิลปินชื่อก้องในยุคถัดมาในช่วงศตวรรษที่ 16 เบลลินีเองมีเวิร์กช็อปที่งานล้นมืออยู่ในเมืองเวนิส เขาเป็นอาจารย์ของศิลปินชื่อดังอย่าง จอร์โจเน (Giorgione) และติเชียน (Titian) หากศิลปินในแคว้นทัสคานีสร้างความกลมกลืนในงานของพวกเขาด้วยลายเส้น ก็ไม่แปลกที่ศิลปินในเวนิสจะเดินรอยตามเบลลินี ผู้ใช้สีอย่างสนุกสนาน เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพในงานของพวกเขา

จอร์โจเน (Giorgione 1478?-1510) เป็นศิลปินที่เริ่มสร้างสรรค์ศิลปกรรมแนวใหม่ เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขามีไม่มากนัก รูปที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นฝีมือของเขามีเพียงไม่กี่ภาพ แต่เพียงไม่กี่ภาพเหล่านั้นก็เพียงพอที่จะบอกได้ว่าจอร์โจเนได้ปฏิวัติศิลปกรรมในเวนิสไปมากเพียงใด เช่นในภาพ The Tempest (พายุ) ฉากของเรื่องนี้อาจมาจากตำนานในยุคคลาสสิคหรือเป็นเรื่องราวที่ลอกเลียนแบบตำนานจากยุคโบราณ ศิลปินเวนิสในเวลานั้นชื่นชอบบทกวีของชาวกรีก พวกเขาจึงมักวาดภาพที่มีฉากชนบท ส่วนมากเป็นเรื่องราวของความรักและความงาม

The Tempest, Giorgione, c. 1508

The Tempest อาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับหญิงสาวผู้เป็นมารดาของวีรบุรุษสักคน เธอถูกขับไล่ออกไปอยู่ในป่าและถูกพบโดยคนเลี้ยงแกะ อย่างไรก็ดี เนื้อหาเรื่องราวไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในภาพนี้ ตัวละครในภาพถูกวาดขึ้นอย่างไม่พิถีพิถันนัก การจัดวางองค์ประกอบก็ผิดแผกไปจากเดิมมาก ดูแบบผิวเผิน มันทั้งไม่สมมาตรและไม่สมดุล กระนั้น ภาพกลับดูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยแสงฟ้าผ่าบริเวณกลางภาพ นอกจากนี้ ทิวทัศน์ต่างๆ ไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังเหมือนภาพทั่วๆ ไป หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวโดยรวม จอร์โจเนไม่ได้คิดถึงองค์ประกอบต่างๆ แบบแยกส่วนแล้วนำมาประกอบกันภายหลัง เขามององค์ประกอบโดยรวมทั้งหมด ตัวละคร ฉากเหตุการณ์ ต้นไม้ อากาศ พื้นดิน ก้อนเมฆ สะพาน และมนุษย์ ล้วนรวมกันเป็นหนึ่งเดียว จอร์โจเนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เขาจึงไม่ได้เก็บเกี่ยวผลของสิ่งที่เขาค้นพบได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ผู้ที่มาสานต่อได้แก่ ติเชียน (Titian c. 1485?-1576)

ติเชียนมีชีวิตยืนยาว ว่ากันว่าเขาอายุได้ 99 ปีตอนที่เสียชีวิตด้วยโรคระบาด ในช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่ ชื่อเสียงของติเชียนแทบจะเทียบได้กับมิเคลันเจโลเลยทีเดียว ติเชียนไม่ใช่นักศึกษาหรือผู้รอบรู้อย่างเลโอนาร์โด เขาไม่ได้มีบุคลิกโดดเด่นแบบมิเคลันเจโล และไม่ได้มีเสน่ห์ดึงดูดแบบราฟาเอล เขาเป็นเพียงจิตรกรที่มีผลงานในระดับทัดเทียมกับมิเคลันเจโล ความสามารถของเขาทำให้เขาก้าวพ้นไปจากเรื่องของการจัดวางองค์ประกอบ โดยติเชียนใช้สีเป็นตัวสมานความสมดุลที่เขายอมละทิ้งไป เช่นในภาพ “พระแม่และสาวกกับสมาชิกตระกูลเปซาโร” ( Madonna with saints and members of the Pesaro family ) ภาพนี้วาดหลังจากภาพพระแม่และสาวกของเบลลินีเพียง 15 ปี แต่ก่อนไม่เคยมีใครย้ายพระแม่ไปจากจุดกึ่งกลางภาพ แต่ในภาพนี้ ติเชียนกลับวางพระแม่ไว้ด้านข้าง ส่วนนักบุญปีเตอร์และฟรานซิสก็ถูกจัดวางอยู่บนขั้นบันไดด้านล่าง โดยทั้งสองไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่ได้สมดุลซึ่งกันและกัน ต่างจากในผลงานของเบลลินี

Madonna with saints and members of the Pesaro family, Titian, 1519-26

นอกจากพระแม่และสาวก ติเชียนวาดภาพผู้อุปถัมภ์อันได้แก่ตระกูลเปซาโรลงไปด้วย กระนั้น เขาไม่ได้วาดเหมือนที่ผ่านๆ มา ภาพนี้ถูกว่างจ้างให้วาดขึ้นเพื่อเป็นของขวัญในวันขอบคุณพระเจ้าแก่ จาโคโป เปซาโร เนื่องในโอกาสที่เขาได้รับชัยชนะเหนือชาวเติร์ก ติเชียนวาดภาพจาโคโปคุกเข่าอยู่หน้าพระแม่โดยมีทหารลากตัวเชลยชาวเติร์กมาด้านหลัง พระแม่และปีเตอร์มองลงมาที่จาโคโปอย่างเมตตา ในขณะที่นักบุญฟรานซิสกำลังดึงความสนใจของพระบุตรไปที่สมาชิกคนอื่นๆ ในตระกูล ซึ่งกำลังคุกเข่าอยู่อีกด้านหนึ่ง

ศิลปินร่วมสมัยกับติเชียนคงแปลกใจเมื่อได้เห็นภาพนี้ ในแวบแรก พวกเขาอาจคิดว่าภาพดูไม่สมดุลเนื่องจากการจัดองค์ประกอบที่แปลกแหวกแนว แต่ผลที่ออกมากลับเป็นตรงกันข้าม การจัดวางองค์ประกอบแบบดังกล่าวช่วยให้ภาพดูมีชีวิตชีวา ทั้งยังรักษาความกลมกลืนโดยรวมของภาพเอาไว้ได้ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากวิธีที่ติเชียนปล่อยให้แสง พื้นที่ว่าง และสีสร้างความเป็นเอกภาพให้กับภาพแทน แนวคิดในการใช้ธงขนาดใหญ่รักษาสมดุลกับตัวพระแม่อาจทำให้ศิลปินและผู้ชมในยุคก่อนหน้าตกตะลึง แต่ธงที่เต็มอิ่มไปด้วยสีสันสดใสช่วยสร้างความสมดุลได้อย่างไม่ขัดหูขัดตา

งานอีกรูปแบบหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับติเชียนคือการวาดภาพเหมือนบุคคล (portrait) หากเทียบภาพ “ชายหนุ่มชาวอังกฤษ” (Young Englishman) กับภาพเหมือนในยุคก่อนหน้า ภาพนี้ไม่ได้ดูสะดุดตาเป็นพิเศษ ออกจะดูเรียบๆ และไม่ต้องใช้ความพยายามเท่าไรนัก หากแต่ตัวแบบกลับดูมีชีวิต เขามองจ้องมาที่เราด้วยดวงตาอันมุ่งมั่นและเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึก จนแทบไม่น่าเชื่อว่ามันเกิดจากสีที่ถูกแต่งแต้มลงบนผืนผ้าใบเท่านั้น ไม่ใช่เพราะว่าติเชียนวาดรูปได้เหมือนมากแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นความเชื่อมั่นที่เขามอบให้แก่ผู้ว่าจ้าง ว่าในรูปวาดของเขา ผู้ถูกวาดจะมีชีวิตยืนยาวตลอดไป ส่งผลให้ติเชียนมีงานไม่ขาดมือ

Young Englishman, Titian, c. 1540-5

นอกเมืองเวนิสออกไป มีศิลปินอีกคนหนึ่งซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความสร้างสรรค์ เขาอาศัยอยู่ในปาร์มา (Parma) เมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือ ชื่อของเขาคือ อันโตนิโอ อัลเลกริ (Antonio Allegri) หรือที่คนทั่วไปรู้จักในนาม คอร์เรจโจ (Correggio 1489?-1534)

เลโอนาร์โดและราฟาเอลเสียชีวิตไปแล้ว ส่วนติเชียนกำลังโด่งดังไปทั่ว ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น คอร์เรจโจกำลังทำงานชิ้นสำคัญๆ ของเขาอยู่ ในภาพ “คืนศักดิ์สิทธิ์” (The Holy Night) ชายเลี้ยงแกะมีนิมิตถึงภาพสรวงสวรรค์และเหล่าเทวดานางฟ้าที่ขับร้องบทเพลงอยู่บนก้อนเมฆ เมื่อมาถึงคอกสัตว์ เขาได้พบเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ พระเยซูเพิ่งประสูติและเปล่งแสงเรืองรองไปทั่ว ขับให้เห็นไปหน้าที่งดงามของพระแม่ ในภาพมีหญิงสาวใช้สองคน คนหนึ่งกำลังตื่นตะลึงกับแสงที่เปล่งออกมาจากตัวพระบุตร ส่วนอีกคนกำลังหันไปมองชายเลี้ยงแกะ ในขณะที่โจเซฟกำลังวุ่นอยู่กับลา

The Holy Night, Correggio, c. 1530

เมื่อมองภาพนี้ครั้งแรก การจัดวางองค์ประกอบดูหยาบและไม่เป็นศิลปะเท่าไรนัก กลุ่มคนทางซ้ายหนาแน่นกว่าทางขวาอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ทำให้ภาพนี้สมดุลคือแสงที่ขับเน้นไปที่พระแม่และพระบุตร คอร์เรจโจเรียนรู้ว่าแสงและสีสามารถสร้างความสมดุลกลมกลืนให้กับภาพได้ไม่ต่างจากศิลปินในเวนิส ยิ่งไปกว่านั้น แสงและสียังสามารถช่วยชี้นำไปสู่จุดหลักของภาพได้ด้วย

ลักษณะเด่นในงานของคอร์เรจโจอีกอย่างหนึ่งที่ถูกนำไปใช้ในช่วงศตวรรษต่อมาคือ วิธีที่เขาวาดภาพเพดานและหลังคาโดม (Cupola) ศิลปินทำให้ผู้ชมเบื้องล่างรู้สึกถึงหลังคาที่เปิดโล่งไปสู่สรวงสวรรค์ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้แสงนั่นเอง บนหมู่เมฆที่มีแสงรำไร เทวดานางฟ้ากำลังร้องเล่นอย่างเบิกบาน ห้อยขาลงมาด้านล่างอย่างสบายอารมณ์ นี่อาจดูไม่เหมาะเท่าไรนัก และที่จริงก็มีผู้คัดค้านงานลักษณะนี้ของคอร์เรจโจ หากแต่เมื่อคุณได้ไปยืนอยู่ในโบสถ์ที่มืดทึบแห่งเมืองปาร์มาและมองขึ้นไปบนหลังคาโดม ภาพเบื้องบนจะสร้างความประทับใจให้แก่คุณ ความรู้สึกเช่นนี้มิอาจเกิดขึ้นจากการมองภาพประกอบ หากแต่ต้องไปยืนอยู่ ณ ที่นั้นด้วยตนเอง

The Assumption of the Virgin (Detail)


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.