ยุโรป ปลายศตวรรษที่ 16
ราวปี 1520 ผู้รักศิลปะทั่วดินแดนอิตาลีต่างเห็นพ้องต้องกันว่างานจิตรกรรมได้เดินทางมาถึงจุดสมบูรณ์แบบแล้ว ศิลปินอย่างเลโอนาร์โด ดา วินชี มิเคลันเจโล ราฟาเอล และติเชียน ได้ทำทุกสิ่งที่ศิลปินยุคก่อนพยายามจะทำ การเขียนภาพ (draftsmanship) ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป ไม่มีเรื่องราวใดที่ซับซ้อนเกินกว่าที่จะนำเสนอออกมาได้ ศิลปินในช่วงเรอเนซองส์ยุครุ่งเรืองแสดงให้เห็นการผสมผสานระหว่างความงามและความกลมกลืน พวกเขาสามารถนำเสนอความจริงได้อย่างถูกต้องแม่นยำยิ่งกว่างานในสมัยกรีก-โรมันเสียอีก
แต่สำหรับเด็กหนุ่มที่ใฝ่ฝันอยากเป็นศิลปิน คำพูดดังกล่าวไม่ใช่คำพูดที่รื่นหูนัก แม้ว่าพวกเขาจะยกย่องผลงานของศิลปินรุ่นใหญ่ แต่ก็อดนึกสงสัยไม่ได้ว่า จริงหรือที่ไม่มีแง่มุมไหนในเชิงศิลปะให้ได้ทดลองอีกต่อไปเพราะทุกอย่างสมบูรณ์ถึงขีดสุดแล้ว ศิลปินหนุ่มหลายคนก้มหน้ายอมรับความจริงว่าเป็นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเขาจึงตั้งใจศึกษาและลอกเลียนแบบงานของศิลปินอย่างมิเคลันเจโลอย่างเต็มที่ หากมิเคลันเจโลชอบวาดภาพคนเปลือยในท่าทางที่ซับซ้อน พวกเขาก็จะวาดบ้าง จากนั้นก็จะเอาตัวละครสไตล์มิเคลันเจโลไปใส่ในภาพของตนโดยไม่สนใจว่ามันจะเข้ากับภาพๆ นั้นหรือไม่ บางครั้งผลที่ออกมาทำให้ภาพดูตลก ฉากเหตุการณ์จากไบเบิลเต็มไปด้วยตัวละครหุ่นนักกีฬาที่โพสต์ท่าอย่างซับซ้อน นักวิจารณ์ในยุคหลัง เมื่อได้เห็นงานของศิลปินในช่วงศตวรรษที่ 16 ที่เดินตามก้นมิเคลันเจโลต้อยๆ เรียกงานศิลปะของศิลปินเหล่านี้ว่า แมนเนอริสม์ (Mannerism)
แต่ใช่ว่าศิลปินในยุคนี้จะพากันเดินตามมิเคลันเจโลเสียทั้งหมด หลายคนไม่คิดว่าศิลปะคือกลุ่มตัวละครเปลือยในท่าทางซับซ้อน พวกเขาสงสัยว่าจริงหรือที่ศิลปะเดินมาถึงทางตันแล้ว จริงหรือว่าไม่มีความเป็นไปได้อย่างอื่นในการสร้างสรรค์ใหม่ๆ เพื่อที่จะก้าวข้ามศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในยุคก่อน หากไม่ใช่ในแง่การนำเสนอร่างกายมนุษย์ บางทีอาจยังมีแง่มุมอื่นๆ ให้ได้ลองทำอยู่อีก หลายคนพยายามคิดถึงนวัตกรรมใหม่ๆ พวกเขาต้องการวาดภาพที่เต็มไปด้วยปัญญาและแสดงนัยสำคัญต่างๆ ที่มีเพียงพวกปัญญาชนเท่านั้นที่จะเข้าใจ งานของศิลปินในยุคหลังมิเคลันเจโลจึงกลายเป็นภาพปริศนา ไม่ต่างจากภาษาภาพเฮียโรกลิฟของชาวอียิปต์หรืองานเขียนยุคโบราณที่น้อยคนนักจะเข้าใจและเข้าถึงได้
ศิลปินบางคนต้องการเรียกร้องความสนใจโดยการทำให้งานของเขาดูเป็นธรรมชาติน้อยลง ปราศจากความเรียบง่ายและความกลมกลืนที่ศิลปินยุคก่อนหน้านำเสนอออกมาได้อย่างดีเยี่ยม พวกเขาไม่ปฏิเสธว่างานของศิลปินในยุคก่อนหน้าสมบูรณ์แบบ หากแต่ความสมบูรณ์แบบไม่ได้น่าสนใจเสมอไป เมื่อคุณคุ้นเคยกับมัน มันก็จะไม่ทำให้คุณตื่นเต้น พวกเขาจึงพยายามมุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน สิ่งที่คนไม่คุ้นเคยหรือคาดไม่ถึง ผลจากความคิดเช่นนี้ทำให้ศิลปินหลายคนทดลองแนวงานแปลกๆ อย่างไรก็ตาม การทดลองเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ไม่ใช่การลบหลู่ศิลปินรุ่นเก่า หากแต่เป็นการยกย่องมากกว่า ดังคำกล่าวของเลโอนาร์โดที่กล่าวเอาไว้ว่า “มีแต่ศิษย์ที่ไม่เอาไหนเท่านั้นที่ไม่สามารถก้าวเหนืออาจารย์ขึ้นไปได้”
ที่จริง ศิลปินรุ่นก่อนนั้นเองที่เป็นผู้แผ้วถางทางเอาไว้ให้คนรุ่นหลัง ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือทำให้พวกเขาสามารถทดลองสิ่งใหม่ๆ ได้ โดยเฉพาะมิเคลันเจโล เขาแสดงให้เห็นอยู่บ่อยครั้งว่าไม่เดินตามขนบ ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดคืองานสถาปัตยกรรมที่เขาออกแบบ มิเคลันเจโลแหกกฎมากมายเพื่อความแปลกใหม่ ฉะนั้น มิเคลันเจโลจึงเป็นคนแรกๆ ที่ทำให้ผู้คนชื่นชมใน “การทำตามอำเภอใจ” และ “การสร้างสรรค์” ของศิลปิน เขาคือศิลปินผู้ไม่หยุดนิ่งหรือพอใจอยู่กับผลงานยิ่งใหญ่ในอดีต หากแต่พยายามค้นหาแนวทางและวิธีการใหม่ๆ ในการแสดงออกซึ่งอารมณ์ของตน

บันไดของห้องสมุดลอเรนเทียน (Laurentian Library) ในเมืองฟลอเรนซ์ งานออกแบบชิ้นนี้แสดงแนวคิดแปลกใหม่ซึ่งมิเคลันเจโลกล้าที่จะนำเสนอออกมา นั่นคือการนำเกีลยวม้วน (Volute) มาใช้ในแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน โดยนำมาทำเป็นขั้นบันไดและส่วนเชื่อมต่อระหว่างบันไดส่วนบนและส่วนล่าง
ดังนั้น จึงเป็นธรรมดาที่ศิลปินจำนวนมากในยุคหลังจะเห็นสิ่งที่มิเคลันเจโลทำเป็นใบเบิกทางในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ งานจากการทดลองเหล่านี้ บางครั้งดูน่าขบขัน เช่น ประตูและหน้าต่างที่ปาลาซโซ ซุคคารี (Palazzo Zuccari) ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกและศิลปินชื่อ เฟเดริโค ซุคคาโร (Federico Zuccaro 1543-1609)

Door of the Palazzo Zuccari, Federico Zuccaro, Rome, 1592
สถาปนิกอีกคนที่โดดเด่นใน ได้แก่ อันเดรีย พัลลาดิโอ (Andrea Palladio 1508-80) พัลลาดิโอนำความรู้เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมคลาสสิคมาสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่เช่นที่ “วิลล่าโรตอนดา” (Villa Rotonda) หรือ คฤหาสน์กลม แถบชานเมืองวิเชนซา (Vicenza) คฤหาสน์หลังนี้มีด้านหน้าอาคาร (Facade) 4 ด้านเหมือนกันหมด โดยมีลักษณะคล้ายด้านหน้าของวิหารในยุคคลาสสิค ทำให้อดไม่ได้ที่จะนึกถึงวิหารแพนธีออน (Pantheon) ในกรุงโรม อย่างไรก็ตาม ถึงแม้คฤหาสน์หลังนี้จะดูงดงามสักเพียงใด มันก็ไม่ใช่อาคารแบบที่คนจะอยากเข้าไปอยู่อาศัย ความพยายามในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ได้เข้ามาแทรกแซงวัตถุประสงค์หลักของงานสถาปัตยกรรม ซึ่งก็คือ “ประโยชน์ใช้สอย” (function)

Villa Rotonda, Andrea Palladio, near Vicenza, 1550

แผนผังของวิลลาโรตอนดาเป็นแบบ Central Plan
ศิลปินและประติมากรอีกคนที่แสดงให้เห็นความเป็นไปของศิลปกรรมในยุคนี้อย่างชัดเจนคือ เบนเวนูโต เชลลินี (Benvenuto Cellini 1500-71) เชลลินีเขียนเรื่องราวบันทึกเหตุการณ์ในชีวิตของเขาในหนังสือซึ่งเต็มไปด้วยสีสันราวกับกำลังอ่านนวนิยาย เขาค่อนข้างขี้โอ่และหลงตัวเอง เชลลินีเดินทางไปยังเมืองและราชสำนักต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์งานในรูปแบบของเขา งานชิ้นหนึ่งที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบันคือ “โถเก็บเกลือทองคำ” ซึ่งเขาทำถวายกษัตริย์ฝรั่งเศสในปี 1543 เชลลินีเล่าเรื่องราวของการทำงานชิ้นนี้ไว้ในบันทึกของเขาอย่างละเอียด มหาสมุทรในรูปของชายหนุ่มกำลังถือเรือที่มีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะเก็บเกลือ ด้านล่างมีม้าทะเล 4 ตัวและง่ามสัญลักษณ์ประจำเทพแห่งสมุทร สำหรับโลก เชลลินีมองว่าเธอเป็นหญิงสาวผู้สง่างาม ข้างๆ ตัวเธอมีวิหารสำหรับเก็บพริกไทย เมื่อเราเห็นงานชิ้นนี้ของเชลลินี เราอาจรู้สึกว่าตัวละครที่ดูอ่อนช้อยของเขาดูได้รับการตกแต่งมากเกินไปจนไม่เหลือความแข็งแรงอยู่เลย

Salt-cellar, Benvenuto Cellini, 1543
งานของเชลลินีแสดงให้เห็นความพยายามของศิลปินในยุคนั้นที่จะนำเสนอสิ่งที่แตกต่างไปจากศิลปินยุคก่อน เราจะเห็นอารมณ์เช่นนี้ในงานจิตรกรรมของศิลปินผู้ดำเนินรอยตามคอร์เรจโจ เขาคือ ปาร์มิจานิโน (Parmigianino 1503-40) ใน “ภาพพระแม่คอยาว” (Madonna with the long neck) ไม่มีร่องรอยของความเรียบง่ายแบบในงานของราฟาเอล ปาร์มิจานิโนพยายามสร้างความสง่างามให้แก่พระแม่ด้วยการยืดสัดส่วนให้ยาวกว่าปกติ ทั้งส่วนลำคอและนิ้วมือ รวมไปถึงท่อนขาของเทวดาที่ยืนอยู่ด้านหน้าและช่วงขาของผู้หยั่งรู้ซึ่งดูยืดยาวผิดส่วน ราวกับว่าเรากำลังมองภาพผ่านกระจกที่บิดเบี้ยว แต่เห็นได้ชัดเจนว่าศิลปินไม่ได้นำเสนอภาพนี้ด้วยความปล่อยปะละเลยหรือไม่ใส่ใจ เขาแสดงให้เห็นว่าเขาภูมิใจกับสัดส่วนยืดยาวนี้ โดยการใส่เสาต้นสูงลิ่วผิดส่วนอยู่ที่ฉากหลังของภาพด้วย

Madonna with the long neck, Parmigianino, 1534-40
สำหรับการจัดวางองค์ประกอบของภาพ ปาร์มิจานิโนแสดงให้เห็นว่าเขาไม่เชื่อในกฎความสมดุลตามขนบ แทนที่จะกระจายตัวละครของเขาอยู่สองด้านของพระแม่ เขากลับเลือกที่จะวางตัวละครเกือบทั้งหมดเกาะเป็นกลุ่มอยู่ด้านข้าง ในขณะที่อีกด้านถูกปล่อยให้โล่งกว้างโดยมีเพียงผู้หยั่งรู้ยืนอยู่ ซึ่งขนาดตัวของเขาเล็กมากเมื่อเทียบกับระยะที่เขายืนอยู่ ทุกองค์ประกอบดูเหมือนจะแหกขนบไปเสียหมด ซึ่งนั่นเป็นความตั้งใจของศิลปินเอง เขาต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่าความสมดุลแบบสมมาตรมิใช่ทางเลือกเดียวเท่านั้น ความเรียบง่ายเป็นเพียงหนึ่งในทางเลือกที่มีอยู่มากมายเพื่อเข้าถึงซึ่งความงาม
ปาร์มิจานิโนและศิลปินอีกจำนวนมากในยุคนั้นต่างพยายามสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในแนวทางของตน เป็นพวกเขาเหล่านี้นี่เองที่เปิดทางให้แก่ศิลปะสมัยใหม่หรือโมเดิร์น อาร์ต (Modern art) แม้ว่าความสร้างสรรค์ของพวกเขาอาจจะหมายถึงการเสียสละความงามและความเรียบง่ายตามธรรมชาติไป แต่พวกเขาก็ได้เปิดพื้นที่แบบใหม่ให้กับศิลปินในยุคต่อมาเพื่อสร้างสรรค์งานอย่างไม่หยุดนิ่ง
เราอาจไม่เห็นด้วยกับพวกเขาหรืออาจไม่เห็นความงามในงานของพวกเขา แต่เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่างานของพวกเขาสร้างแรงกระตุ้นบางอย่างในตัวเรา งานตัวอย่างอีกชิ้นหนึ่งคือ “รูปปั้นของเทพเมอร์คิวรี” (ชื่อโรมันของเทพเฮอร์เมส – Hermes) ซึ่งเป็นทูตผู้ส่งสารของซุส (Zues) โดยประติมากรชาวเฟลมิช (Flemish) ชื่อ ฌอง เดอ บูโลนย์ (Jean de Boulogne) ซึ่งชาวอิตาเลียนเรียกเขาว่า โจวานนี ดา โบโลนญา (Giovanni da Bologna) หรือ จัมโบโลนญา (Giambologna) เขาต้องการทำให้รูปปั้นของเขาดูไร้น้ำหนักราวกับกำลังเหาะเหินขึ้นไปบนท้องฟ้า ซึ่งในแง่หนึ่งเขาทำได้สำเร็จ มีเพียงนิ้วเท้าของเมอร์คิวรีที่แตะอยู่บนฐานซึ่งทำเป็นรูปหน้ากากแทนลมใต้ จัมโบโลนญาสร้างรูปปั้นชิ้นนี้ได้อย่างสมดุลจนทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเทพเมอร์คิวรีกำลังจะเหาะขึ้นไปบนฟ้าด้วยความรวดเร็วและสง่างาม

Mercury, Giambologna, 1580
ศิลปินที่โดดเด่นอีกคนในยุคนี้อาศัยอยู่ในเวนิส เขาคือ ตินโตเร็ตโต (Tintoretto 1518-94) ตินโตเร็ตโตเองก็เริ่มเบื่อหน่ายกับความงามอันเรียบง่ายของรูปแบบและสีสันในสไตล์ของติเชียนที่แพร่ไปทั่วเวนิส เขารู้สึกว่าแม้ภาพของติเชียนจะงดงามเพียงใด แต่มันกลับดูไม่มีชีวิตมากพอที่จะทำให้เรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิลทรงพลัง ไม่ว่าตินโตเร็ตโตจะถูกหรือไม่ในเรื่องนี้ แต่เขาก็สร้างงานศิลปะรูปแบใหม่ที่ต่างไปจากเดิมเพื่อสร้างความรู้สึกรุนแรงของเหตุการณ์ เหมือนกับว่ามันมาอยู่ตรงหน้าผู้ชมจริงๆ
ในภาพ “การค้นหาซากศพของนักบุญมาร์ค” (The Finding of St Mark’s Remains) ตินโตเร็ตโตแสดงให้เห็นว่าภาพของเขาต่างออกไปและสามารถดึงดูดความรู้สึกของผู้ชมเอาไว้ได้ ในแวบแรก ภาพนี้ดูสับสน แทนที่องค์ประกอบจะถูกจัดวางอย่างชัดเจนเช่นเดียวกับภาพของราฟาเอล ตินโตเร็ตโตกลับพาเราไปยังคาตาคอมบ์ (catacomb) หรืออุโมงค์ฝังศพใต้ดิน ทางมุมซ้ายมีชายหนุ่มซึ่งมีรัศมีรอบศีรษะ เขายกมือขึ้นราวกับกำลังพยายามหยุดการกระทำอะไรสักอย่าง เมื่อเรามองตามมือของเขาไปเราจะเห็นตัวละครอื่นๆ กำลังค้นหาอะไรบางอย่าง ชายสองคนกำลังนำศพๆ หนึ่งออกมาจากหีบ โดยมีอีกคนรอรับอยู่ด้านล่าง ชายอีกคนกำลังส่องไฟอ่านคำหน้าหีบศพ ด้านหน้ามีร่างๆ หนึ่งนอนอยู่โดยมีชายแก่กำลังก้มลงมอง กลุ่มคนทางขวาตกใจที่ได้เห็นชายผู้รัศมีเจิดจ้า

The Finding of St Mark's Remains, Tintoretto, c. 1562
ที่แท้ ชายหนุ่มผู้นั้นคือมาร์ค – นักบุญผู้คุ้มครองเมืองเวนิส ในภาพเล่าเหตุการณ์การขโมยศพของนักบุญมาร์คจากเมืองอเล็กซานเดรียกลับไปยังเวนิส ที่ซึ่งวิหารเซนต์มาร์คถูกสร้างขึ้นไว้รออยู่แล้ว เรื่องราวมีอยู่ว่านักบุญมาร์คเป็นพระบิช็อปอยู่ที่เมืองอเล็กซานเดรีย เมื่อเสียชีวิต ร่างของเขาถูกฝังอยู่ในคาตาคอมบ์ เมื่อชาวเวนิสกลุ่มนี้บุกเข้าไปเพื่อค้นหาร่างของนักบุญมาร์ค พวกเขาไม่ทราบว่ามันอยู่ตรงไหน จึงค้นหาไปทั่ว แต่เมื่อพวกเขาเจอศพที่ถูกต้อง นักบุญมาร์คจึงปรากฏตัวขึ้นพร้อมแสดงให้เห็นซากส่วนที่เหลือของตน ร่างของนักบุญมาร์คถูกค้นพบแล้ว มันวางอยู่ด้านหน้าอาบไปด้วยแสงอบอุ่น ชายคนทางขวาถูกปลดปล่อยออกจากวิญญาณร้ายที่สิงสถิตเขาอยู่ ส่วนชายแก่ที่นั่งลงมองศพของนักบุญมาร์คก็คือผู้อุปถัมภ์ที่ว่างจ้างให้วาดภาพนี้ขึ้นนั่นเอง
แน่นอนว่าเมื่อศิลปินร่วมยุคกับตินโตเร็ตโตได้เห็นภาพภาพนี้จะรู้สึกว่ามันแปลกประหลาด พวกคงตกใจที่ได้เห็นสีสันตัดกัน ส่วนการนำเสนอระยะตื้นลึกก็ปราศจากความสมดุลกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นท่าทางหรือการเคลื่อนไหวต่างๆ ในภาพ อย่างไรก็ดี หากตินโตเร็ตโตยังดำเนินตามขนบแบบเดิมๆ เขาคงไม่สามารถสร้างภาพที่มีชีวิตชีวาเช่นนี้ได้ ดังนั้น เพื่อให้บรรลุผลที่ต้องการ ตินโตเร็ตโตยอมละทิ้งความนุ่มนวลของสีสันที่ศิลปินยุคก่อนหน้าอย่างจอร์โจเนและติเชียนภาคภูมิใจ
ในภาพ “นักบุญจอร์จต่อสู้กับมังกร” (St George and the Dragon) เราจะเห็นการใช้สีในโทนที่ไม่ผสมผสานกลมกลืนแบบศิลปินเวนิสคนอื่นๆ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวและความน่าตื่นเต้นให้กับภาพ เราได้เห็นฉากไคลแม็กซ์ตอนที่เจ้าหญิงกำลังวิ่งหนี ในขณะที่ตัวเอกของเรื่อง ซึ่งก็คือนักบุญจอร์จ ถูกเคลื่อนไปอยู่ด้านหลังในแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

St George and the Dragon, Tintoretto, c. 1555-8
จอร์จิโอ วาซารี (Giorgio Vasari 1511-74) ศิลปินและนักวิจารณ์ชาวฟลอเรนซ์ ผู้บันทึกประวัติของศิลปินร่วมยุคกับเขาไว้ในหนังสือชื่อดัง Lives of the Artists กล่าวไว้ว่า หากตินโตเร็ตโตไม่แหวกออกจากขนบของศิลปินในยุคก่อน เขาคงกลายเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ วาซารีวิจารณ์ “ความไม่เสร็จ” ในภาพของตินโตเร็ตโต โดยบอกว่าภาพสเก็ตช์ของเขาดูหยาบเกินไปและแสดงความบังเอิญมากกว่าจะตั้งใจให้เป็นแบบนั้น ซึ่งคำพูดนี้ของวาซารีถูกใช้ในการวิจารณ์งานศิลปะสมัยใหม่เรื่อยมา
ในสมัยของตินโตเร็ตโต การนำเสนอความสมบูรณ์แบบทางเทคนิคไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ศิลปินที่ได้รับการฝึกต่างสามารถทำได้ แต่ตัวตินโตเร็ตโตเองไม่ได้คิดว่าภาพสำเร็จเมื่อพื้นผิวของภาพสมบูรณ์งดงาม หากแต่เมื่อศิลปินได้แสดงความรู้สึกในภาพออกมา เมื่อเขาทำได้อย่างที่ตั้งใจ การทำให้พื้นผิวของงานดูเสร็จเรียบร้อยจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป
ไม่มีใครในช่วงศตวรรษที่ 16 ที่จะใช้วิธีแบบตินโตเร็ตโตได้ดีเท่าศิลปินจากเกาะครีท ประเทศกรีก ชื่อของเขาคือ โดเมนิโกส เธโอโทโกปูโลส (Domenikos Theotokopoulos 1541?-1614) ซึ่งคนทั่วไปเรียกเขาว่า เอล เกรโค (El Greco) หรือ “คนกรีก” เอล เกรโคเดินทางจากดินแดนที่ยังไม่เกิดนวัตกรรมทางศิลปะใดๆ มายังเมืองเวนิส ที่บ้านเกิดของเขา เอล เกรโคคงได้เห็นงานแบบบิแซนทีนที่ดูแข็งทื่อ นิ่งสงบ ต่างจากสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ เมื่อไม่ได้ฝึกฝนให้ออกแบบภาพอย่างถูกต้อง เขาจึงไม่เห็นว่างานของตินโตเร็ตโตน่าตกใจอะไร เพราะตัวเขาเองก็เห็นด้วยกับตินโตเร็ตโตในการนำเสนอเรื่องราวทางศาสนาแบบใหม่ที่น่าสนใจกว่าเดิม หลังจากอยู่ที่เวนิสได้พักใหญ่ เขาย้ายไปตั้งถิ่นฐานที่เมืองโทเลโด ประเทศสเปน
งานของเอล เกรโคไม่สนใจการนำเสนอตามธรรมชาติยิ่งไปกว่าตินโตเร็ตโตเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปแบบหรือสีสัน เขาเลือกที่จะสร้างภาพที่น่าตื่นตระหนกและเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ภาพจาก Revelation of St John (หนังสือที่บอกเล่าเรื่องราววันสิ้นโลก) คือภาพชุดที่โด่งดังที่สุดของเอล เกรโค ลูกแกะศักดิ์สิทธิ์เรียกนักบุญจอห์นให้มาดูการเปิดฝาผนึกทั้ง 7 ออก

The Opening of the Fifth Seal of the Apocalypse, El Greco, c. 1608-14
เมื่อฝาแผ่นที่ห้าถูกเปิดออก จอห์นบันทึกไว้ว่า “ข้าเห็นวิญญาณของเหล่าสาวกที่ต้องหลั่งเลือดเพื่อเผยแผ่คำสอนของพระผู้เป็นเจ้า พวกเขาส่งเสียงคร่ำครวญว่า พระผู้เป็นเจ้า ผู้ศักดิ์สิทธิ์และจริงแท้ เมื่อไรพระองค์จึงจะแก้แค้นให้แก่เลือดของพวกเราที่ต้องหลั่งไหลเพราะมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลก” ในขณะที่เทวดานำผ้าคลุมสีขาวมาให้พวกเขาแต่ละคน แน่นอนว่าไม่มีกลวิธีใดที่จะนำเสนอเรื่องราวอันบีบคั้นเมื่อเหล่าสาวกเรียกร้องให้พระผู้เป็นเจ้าทำลายล้างโลกที่เปรอะเปื้อนทิ้งเสีย ได้เท่ากับวิธีที่เอล เกรโคนำเสนอ
เอล เกรโคคงจะได้ศึกษาการจัดวางองค์ประกอบแบบไม่สมมาตรมาจากตินโตเร็ตโตไม่มากก็น้อย นอกจากนี้เขายังได้ศึกษาการทำตัวละครให้ผิดสัดส่วนแบบศิลปินแมนเนอริสม์ แต่เอล เกรโคยังคงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการสร้างงานของเขา นอกจากนี้ ในสเปน รสนิยมทางศาสนามีลักษณะเฉพาะตัวต่างไปจากดินแดนอื่นๆ ดังนั้น งานของเอล เกรโคจึงไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์แบบของตินโตเร็ตโต ชาวสเปนรับงานแบบเอล เกรโคได้ เอล เกรโคจึงได้รับการยอมรับอย่างสูงที่นั่น เวิร์กช็อปของเขางานล้นมือและมีผู้ช่วยมากมาย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมงานของเอล เกรโคแต่ละชิ้นบางครั้งมีคุณภาพไม่เท่ากัน
อย่างไรก็ดี คนในยุคต่อมาเห็นงานของเอล เกรโคว่าน่าขบขันและไม่สวยงาม จนเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อศิลปินสมัยใหม่แสดงให้เห็นว่างานศิลปะที่ดีไม่ได้หมายถึงงานที่แสดงความสวยงามตามธรรมชาติเท่านั้น งานของเอล เกรโคจึงได้รับการพิจารณาและนำมาศึกษาใหม่อีกครั้ง
ในดินแดนทางตอนเหนือ ไม่ว่าจะเป็นฮอลแลนด์ เยอรมนี หรืออังกฤษ ศิลปินเจอกับปัญหาที่ใหญ่กว่าศิลปินในอิตาลีหรือสเปนมากนัก ในขณะที่ศิลปินทางใต้เพียงแค่พยายามหาหนทางใหม่ๆ ในการนำเสนองานศิลปะ ศิลปินทางเหนือพบวิกฤตที่ว่างานศิลปะควรจะยังดำเนินต่อไปหรือไม่ ปัญหานี้เป็นผลมาจากการปฏิรูปศาสนา (The Reformation) ชาวโปรเตสแตนต์ปฏิเสธการสร้างรูปเคารพ ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นหรือภาพวาด ด้วยเหตุนี้ ศิลปินในประเทศที่เปลี่ยนไปนับถือนิกายโปรเตสแตนต์ส่วนมากจึงขาดแหล่งรายได้หลักจากการวาดภาพประดับแท่นบูชา (altar painting) นิกายคาลวินิสม์ (Calvinism) ซึ่งเข้มงวดกว่า ปฏิเสธแม้กระทั่งการตกแต่งบ้านให้สวยงาม งานที่สร้างรายได้ให้ศิลปินทางตอนเหนือจึงเหลือเพียงการวาดภาพเหมือนบุคคลและการวาดภาพประกอบหนังสือเท่านั้น ซึ่งก็แทบจะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
เราเห็นวิกฤตศิลปะนี้ได้จากชีวิตของศิลปินเยอรมันผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค นั่นคือ ฮันส์ โฮลไบน์ เดอะ ยังเกอร์ (Hans Holbein the Younger 1497-1543) โฮลเบนเด็กว่าดูเรอร์ถึง 26 ปี เขาเกิดที่เมืองโอกส์บูร์ก (Augsburg) เมืองการค้าที่อยู่ใกล้กับประเทศอิตาลี ภายหลังเขาย้ายไปอยู่เมืองบาเซล (Basel) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ใหม่ในสมัยนั้น
พ่อของโฮลเบนเป็นศิลปินที่ได้รับการยอมรับ โฮลไบน์จึงได้เรียนรู้ศิลปะทั้งของศิลปินทางตอนเหนือและตอนใต้ตั้งแต่ยังเด็ก เขาอายุเพียง 30 กว่าๆ เมื่อวาดภาพประดับแท่นบูชา “พระแม่และบุตรพร้อมครอบครัวนายกเทศมนตรีเมเยอร์” (The Virgin and Child with the family of Burgomaster Meyer) ในเมืองบาเซล รูปแบบเป็นไปตามขนบทั่วไปแบบที่เราเห็นในภาพพระแม่ของตระกูลเปซาโรโดยติเชียน การจัดวางองค์ประกอบของตัวละครเป็นไปอย่างเป็นอิสระทั้งสองข้างของตัวพระแม่ซึ่งดูนิ่งสงบ ทำให้นึกถึงภาพพระแม่และเหล่าสาวกของเบลลินี แต่ความเอาใจใส่ในการนำเสนอรายละเอียดต่างๆ แสดงให้เห็นว่าโฮลไบน์ได้อิทธิพลมาจากศิลปินทางตอนเหนือ

The Virgin and Child with the family of Burgomaster Meyer, Hans Holbein the Younger, 1528
โฮลไบน์กำลังจะกลายเป็นศิลปินชั้นนำของเยอรมนี ถ้าเพียงแต่ว่าการปฏิรูปศาสนาจะไม่เกิดขึ้นและดับความหวังของเขาลง ในปี 1526 เขาเดินทางไปยังประเทศอังกฤษด้วยจดหมายแนะนำตัวจากปัญญาชนคนสำคัญ นั่นคือ อีราสมัสแห่งร็อตเตอร์ดัม (Erasmus of Rotterdam) ในจดหมาย อีราสมัสกล่าวว่า “ศิลปะที่นี่ถูกแช่แข็งเสียแล้ว” เขาเขียนจดหมายแนะนำโฮลไบน์ไปให้เพื่อนๆ หลายคนในอังกฤษ หนึ่งในนั้นคือเซอร์โธมัส มอร์ (Thomas More) งานแรกๆ ของโฮลไบน์จึงคือการวาดภาพครอบครัวของเซอร์โธมัส ซึ่งภาพร่างของเขายังถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในพระราชวังวินเซอร์

Thomas More's daughter-in-law, Hans Holbein the Younger, 1528
หากโฮลไบน์ต้องการหนีจากภาวะแห่งการปฏิรูปศาสนา เขาอาจต้องผิดหวังในเวลาต่อมา เพราะอังกฤษเองก็กำลังจะต้องเผชิญหน้ากับสภาวะเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อโฮลไบน์ตั้งหลักได้ เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นศิลปินประจำราชสำนักของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ซึ่งทำให้เขาสามารถทำงานและมีรายได้อย่างสม่ำเสมอ เขาไม่อาจวาดภาพพระแม่ได้อีกต่อไป แต่การวาดภาพในราชสำนักก็ไม่ได้เลวร้ายนัก โฮลไบน์มีโอกาสได้วาดภาพเฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับ ของตกแต่งต่างๆ ซึ่งเปิดโอกาสให้เขาได้แสดงความสามารถในฐานะศิลปิน งานหลักของเขาคือการวาดภาพเหมือนของสมาชิกในราชวงศ์ และเป็นภาพของโฮลไบน์นี่เองที่ทำให้เราได้เห็นตัวตนและจิตวิญาณของผู้คนในสมัยของพระเจ้าเฮนรีที่ 8

Sir Richard Southwell, Hans Holbein the Younger, 1536
ภาพเหมือนของเซอร์ริชาร์ด เซาธ์เวล ผู้มีส่วนในการยกเลิกนิกายคาทอลิก (Catholic) ไม่มีอะไรที่ดึงดูดสายตาเป็นพิเศษ แต่เมื่อเรามองภาพนี้นานเข้า เราจะเริ่มรู้สึกและสัมผัสได้ถึงตัวตนของเซอร์ริชาร์ด เราเชื่อว่านี่เป็นภาพที่โฮลไบน์ถ่ายทอดออกมาอย่างซื่อตรงปราศจากความกลัวหรือการประจบเอาใจใดๆ เขาวางตัวละครของเขาอย่างสมดุล แม้จะดูค่อนข้างโจ่งแจ้งเมื่อเทียบกับภาพเหมือนในยุคก่อนหน้านี้ แต่เราได้เห็นว่าโฮลไบน์วาดขึ้นด้วยความมั่นใจและไม่ต้องการใช้รายละเอียดอื่นๆ มาบดบังหรือดึงดูดความสนใจไปจากตัวแบบอย่างแต่ก่อน เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับภาพ โฮลไบน์เพียงแค่ต้องการนำเสนอแบบของเขาอย่างตรงไปตรงมา

Georg Gisze, a German merchant in London, Hans Holbein the Younger, 1532
เมื่อโฮลไบน์จากประเทศเยอรมนีมานั้น สถานการณ์ของงานศิลปะไม่สู้ดีนัก และเมื่อเขาเสียชีวิต สถานการณ์ในประเทศอังกฤษก็ไม่แตกต่างกัน แขนงของจิตรกรรมที่ยังเหลือรอดให้ศิลปินมีงานทำคือการวาดภาพเหมือนบุคคล (portrait) ซึ่งโฮลไบน์มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น อย่างไรก็ดี อิทธิพลแมนเนอริสม์จากอิตาลีทำให้ภาพวาดที่ดูเรียบง่ายของโฮลไบน์ตกยุคไป งานภาพเหมือนในช่วงนี้จึงมีการประดับตกแต่งแบบหรูหรามากขึ้น เราจะเห็นได้ในภาพเหมือนของ นิโคลัส ฮิลลิอาร์ด (Nicholas Hilliard 1547-1619) ซึ่งอยู่ร่วมสมัยเดียวกับเซอร์ฟิลิป ซิดนีย์ (Sir Philip Sidney) และเชคเสปียร์ (Shakespeare) ในภาพแสดงรูปชายหนุ่มยืนพิงต้นไม้ซึ่งล้อมรอบไปด้วยดงกุหลาบมีหนาม มือขวาประทับที่หัวใจ นี่อาจเป็นภาพที่เขาตั้งใจมอบให้หญิงสาว เป็นภาพวาดของชายหนุ่มในสมัยนั้นซึ่งมักแสดงออกถึงความรักที่ไม่สมหวังและความเศร้าสร้อย

Young man among roses, Nicholas Hillard, c. 1587
มีประเทศโปรเตสแตนต์ประเทศเดียวในยุโรปที่ศิลปะรอดพ้นผลของการปฏิรูปทางศาสนาคือที่เนเธอร์แลนด์ นอกจากภาพเหมือนบุคคล ศิลปินดัตช์รู้วิธีที่จะวาดภาพเรื่องราวที่โบสถ์ต่างๆ ไม่อาจปฏิเสธได้ ตั้งแต่ยุคของวาน ไอค์ (Van Eyck) ศิลปินเนเธอร์แลนด์ขึ้นชื่อในเรื่องการลอกเลียนแบบธรรมชาติ กระทั่งศิลปินอิตาเลียนผู้ภาคภูมิใจในการนำเสนอร่างกายมนุษย์ในท่าทางต่างๆ ยังต้องยอมรับว่าศิลปินดัตช์สามารถถ่ายทอดรายละเอียดของต้นไม้ ดอกไม้ และขนสัตว์ได้ดีกว่าตน ดังนั้น เมื่อพื้นที่ในการวาดภาพทางศาสนาถูกปิดกั้น ศิลปินดัตช์จึงปรับตัวโดยนำความสามารถเฉพาะตัวของตนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พวกเขาเริ่มวาดภาพเฉพาะทางขึ้นมา เราได้เห็นตัวอย่างมาบ้างแล้วในงานของ เฮียโรนีมัส บอช (Hieronymus Bosch) ซึ่งเชี่ยวชาญในการถ่ายทอดภาพนรก ภูตผี และสัตว์ประหลาดต่างๆ เขาสร้างแนวทางเฉพาะตนขึ้นมาตั้งแต่ก่อนจะเกิดวิกฤตศิลปะเสียอีก ดังนั้น เมื่อเส้นทางของศิลปินถูกบีบให้แคบลง ศิลปินส่วนมากจึงเลือกที่จะสร้างงานเฉพาะทางมากขึ้น สิ่งที่โดดเด่นมากคือ การวาดภาพฉากเหตุการณ์ในชีวิตทั่วๆ ไป ซึ่งเรียกว่า“ฌองร์“ – Genre Painting (คำว่า genre ในภาษาฝรั่งเศสหมายถึง “สาขา” หรือ “ชนิด”)
ศิลปินดัตช์ที่มีชื่อในด้านภาพฉากเหตุการณ์ในชีวิตทั่วๆ ไปในช่วงศตวรรษที่ 16 นี้ได้แก่ ปีเตอร์ บรูเกล ดิ เอลเดอร์ (Pieter Bruegel the Elder 1525?-69) เราไม่ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตเขามากนัก นอกจากว่าเขาได้เดินทางไปยังอิตาลี ซึ่งไม่ต่างจากศิลปินทางเหนือคนอื่นๆ ในยุคนั้น นอกจากนี้ ในช่วงปี 1560 เขาทำงานอยู่ในเมืองอันต์เวิร์บ (Antwerp) และบรัสเซลส์ (Brussels) เป็นส่วนใหญ่
งานที่บรูเกลถนัดคือการวาดภาพชีวิตชาวนา ไม่ว่าจะเป็นการเฉลิมฉลองหรือการทำงานของพวกเขา จนบางคนทึกทักเอาว่าบรูเกลมาจากชนชั้นชาวนา ที่จริง บรูเกลเป็นคนเมืองและมุมมองที่เขามองชาวนาก็เป็นแบบคนเมือง นั่นก็คือดูตลกและเงอะงะ ไม่ต่างจากบทละครของเชคสเปียร์ที่มักแสดงตัวละครเหล่านี้อย่างตลกโปกฮา ไม่ใช่ว่าบรูเกลหรือเชคเสปียร์ดูถูกชนชั้นล่าง หากแต่พวกเขาต้องการแสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้จริงใจและไม่มีพิธีรีตอง ไม่สวมหน้ากากแบบชนชั้นสูง การแสดงออกของพวกเขาจึงตรงไปตรงมาไม่มีการเสแสร้งแกล้งทำ

Peasant Wedding, Pieter Brugel the Elder, c. 1568
ในภาพ “งานแต่งงานของชาวนา” (Peasant Wedding) บรูเกลนำเสนอฉากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงนา เจ้าสาวนั่งอยู่หน้าผืนผ้าสีฟ้าโดยสวมมงกุฎเล็กๆ เธอนั่งนิ่ง ประสานมือ และอมยิ้มน้อยๆ อย่างพึงพอใจ ชาวแก่ที่นั่งบนเก้าอี้และผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ คงจะเป็นพ่อและแม่ของเธอ ในขณะที่ชายหนุ่มที่กำลังวุ่นอยู่กับการตักอาหารอาจจะเป็นเจ้าบ่าว คนอื่นๆ ในภาพกำลังจดจ่ออยู่กับอาหารตรงหน้า เราพอจะทราบว่างานเลี้ยงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ดูได้จากจอกไหใส่เครื่องดื่มที่ยังอยู่ในตระกร้ารอรับการเติม ในขณะที่อาหารเพิ่งถูกนำมาเตรียมเสิร์ฟบนโต๊ะ แขกคนหนึ่งกำลังยกจานอาหารขึ้นวางบนโต๊ะ กลุ่มคนที่ประตูกำลังเข้ามาสมทบ นักดนตรีกำลังเล่นบทเพลง ในขณะที่ดวงตาก็จ้องมองอาหารที่ถูกยกผ่านหน้าไป เด็กด้านหน้ากำลังเลียนิ้วอย่างเอร็ดอร่อยแสดงความหิวกระหายอย่างไร้เดียงสา


นอกจากการสังเกตรายละเอียดที่น่าชื่นชม บรูเกลสามารถจัดวางองค์ประกอบโดยรวมของภาพของเขาได้อย่างลงตัว ไม่ดูสับสนทั้งๆ ที่มีตัวละครและเหตุการณ์ย่อยๆ มากมาย การเล่าเรื่องเป็นไปอย่างแนบเนียน เริ่มจากประตูด้านท้ายโรงนา สายตาเราถูกนำมายังโต๊ะอาหารตัวยาว ไปยังคนเสิร์ฟอาหารด้านหน้า ในขณะที่ตัวละครที่กำลังยกจานอาหารขึ้นบนโต๊ะพาเราไปสู่ตัวเจ้าสาวที่กำลังนั่งยิ้ม
ภาพนี้ดูเรียบง่ายหากแต่ก็มีชีวิตชีวา บรูเกลได้นำเสนอศิลปะรูปแบบใหม่ต่อศิลปินดัตช์ซึ่งจะพัฒนาศิลปะแนวนี้ไปสู่จุดสูงสุดในเวลาต่อมา
ในฝรั่งเศส สถานการณ์แตกต่างออกไป เนื่องจากถูกขนาบอยู่ตรงกลาง ศิลปินในฝรั่งเศสจึงได้รับอิทธิพลทั้งจากทางตอนเหนือและทางตอนใต้ ศิลปะแนวใหม่ในอิตาลีทำให้ศิลปินในฝรั่งเศสงงงวยไม่ต่างจากศิลปินจากทางเหนือ งานที่ได้รับการยอมรับในชนชั้นสูงคือสไตล์แมนเนอริสม์ ตัวอย่างเช่นในงานของ ฌอง กูชง (Jean Goujon) เราจะเห็นอิทธิพลทั้งของปาร์มิจานิโนในเรื่องสัดส่วนที่ยืดยาวและจัมโบโลนญาในการแสดงความสง่างามอ่อนช้อย


Nymphs from the Fontaine des Innocents, Jean Goujon, 1547-9
ในยุคถัดมา ศิลปินภาพพิมพ์อย่าง ฌาคส์ คัลโลต์ (Jacques Callot 1592-1635) ได้ผสมผสานแนวแมนเนอริสม์แบบอิตาเลียนเข้ากับแนวพื้นบ้านของบรูเกล ในภาพพิมพ์ของคัลโลต์ ตัวละครของเขามีสัดส่วนผิดธรรมดาเช่นเดียวกับศิลปินแมนเนอริสม์อย่างตินโตเร็ตโตและเอล เกรโค แต่ตัวละครเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวของคนธรรมดาไม่ต่างจากภาพของบรูเกล เช่น คนที่ถูกเนรเทศ ทหาร ขอทาน หรือคนพิการ แต่ในช่วงที่คัลโลต์กำลังพัฒนาภาพพิมพ์แนวนี้ ศิลปินในยุโรปเริ่มหันไปสนใจปัญหาใหม่ๆ ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญกันไปทั่วทั้งกรุงโรม ไปจนถึงเมืองอันต์เวิร์บและแมดริด

Two Italian clowns, Jacques Callot, c. 1622