กระบวนการสู่ความสร้างสรรค์

โดย เปาโล โคเอลโย

กระบวนการในการสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นด้านวรรณกรรม วิศวกรรม หรือเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ หรือกระทั่งกับความรัก ล้วนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์แบบเดียวกัน นั่นคือ วัฏจักรแห่งธรรมชาติ ต่อไปนี้คือขั้นตอนต่างๆ เพื่อไปสู่กระบวนการสร้างสรรค์

  • ไถพรวนดิน – ชั่วขณะที่หน้าดินถูกพลิกขึ้น ออกซิเจนจะแทรกตัวเข้าไปในบริเวณที่เคยถูกกดทับเอาไว้ ผืนดินดูเปลี่ยนไป ดินที่เคยอยู่ด้านบนตอนนี้ถูกกลบไปอยู่ด้านล่าง และดินที่เคยอยู่ด้านล่างถูกพลิกขึ้นมาด้านบน กระบวนการเปลี่ยนแปลงจากภายในเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การที่เรารู้จักประเมินคุณค่าที่อยู่ภายในจะทำให้เรามองชีวิตอย่างไร้เดียงสาอีกครั้งแบบไม่ต้องใช้ความคิดมากจนเกินไป เราจะรู้สึกไม่ต่างจากดินที่ถูกพลิกขึ้นมาสัมผัสแสงอาทิตย์เป็นครั้งแรกและรู้สึกได้ถึงพลังอันเจิดจ้าของมัน และเมื่อนั้น เราจะพร้อมรับความอัศจรรย์จากแรงบันดาลใจ นักสร้างสรรค์ที่ดีต้องรู้จักปรับเปลี่ยนคุณค่าภายในอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่พอใจเพียงแค่คุณค่าที่ตนเชื่อมั่นว่าเข้าใจมันถ่องแท้
  • หว่านเมล็ด – การงานทุกชนิดเป็นผลผลิตมาจากการได้สัมผัสกับชีวิต ไม่มีนักสร้างสรรค์คนไหนขังตัวเองอยู่แต่ในหอคอยงาช้าง เขาจำเป็นต้องสัมพันธ์และแบ่งปันประสบการณ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพราะเขาไม่มีทางรู้ว่าสิ่งใดที่เขาได้พบเจอในวันนี้จะกลายเป็นสิ่งสำคัญในวันข้างหน้า เพราะฉะนั้น ยิ่งเขาใช้ชีวิตเข้มข้นมากขึ้นเท่าไหร่ โอกาสในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ก็เพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ดังที่ เลอ คอร์บูซิเยร์ (สถาปนิกชื่อดัง) เคยกล่าวเอาไว้ว่า “เมื่อใดที่มนุษย์พยายามบินโดยเลียนแบบนก เขาไม่มีวันทำสำเร็จ” แนวคิดเดียวกันนี้ใช้ได้กับศิลปิน หน้าที่ของศิลปินคือสื่อสารอารมณ์ออกมา แต่เขามิอาจเข้าใจทุกแง่มุมของความรู้สึกนั้น และหากเขาพยายามจะเลียนแบบหรือควบคุมแรงบันดาลใจของตน เขาจะไม่มีวันไปถึงสิ่งที่เขาปรารถนา ศิลปินจำต้องปล่อยให้ชีวิตมีอิสระในการหว่านเมล็ดพันธุ์บนผืนดินอันอุดมของจิตที่อยู่ลึกลงไปภายในด้วย
  • เติบโต – มีบางครั้งที่งานเขียนหลั่งไหลออกมาเองจากก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณของนักเขียน โดยยังไม่เปิดเผยตัวทั้งหมด เช่นในงานวรรณกรรม บางครั้งหนังสือก็มีอิทธิพลเหนือผู้เขียน หรืออาจเป็นไปในทางกลับกัน ชั่วขณะเช่นนี้เองที่ คาร์ลอส ดรุมมอนด์ เดอ อันแดรด กวีชาวบราซิล เคยอธิบายไว้ว่า เขาไม่น่าดึงดันที่จะสืบเสาะหาวลีที่หลุดลอยไป เพราะวลีเหล่านั้นอาจไม่สมควรที่จะออกมาโลกภายนอก ในช่วงแห่งการเติบโตนี้ มีบางคนที่ผมรู้จักใช้เวลาทั้งชีวิตจดบันทึกทุกสิ่งที่เขานึกขึ้นมาได้ โดยไม่เคยใส่ใจสิ่งที่ผุดขึ้นมาในส่วนที่ลึกที่สุดของจิตใจ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ บันทึกเหล่านั้นซึ่งเป็นผลผลิตจากความจำไปรบกวนการเติบโตของแรงบันดาลใจ ด้วยเหตุนี้ นักสร้างสรรค์จำเป็นต้องอดใจรอในช่วงเวลาแห่งการเติบโต เช่นเดียวกับชาวนาที่รู้ว่าตัวเองไม่สามารถควบคุมปัจจัยทั้งหมด เพราะอาจจะเจอหน้าแล้งหรือฤดูน้ำหลากก็ได้ แต่หากเขาเรียนรู้ที่จะรอคอย ต้นกล้าที่แข็งแรงซึ่งสามารถยืนหยัดผ่านภูมิอากาศอันเลวร้ายมาได้จะค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
  • เก็บเกี่ยว – นี่เป็นจังหวะที่มนุษย์จะปรากฏตัวบนผืนดินที่เขาหว่านเมล็ดและปล่อยให้เมล็ดเหล่านั้นเติบโต หากเขาเก็บเกี่ยวแต่เนิ่นๆ ผลที่ได้จะมีสีเขียว แต่ถ้าเก็บเกี่ยวช้าเกินไป ผลที่ได้ก็จะเน่าเสียไปก่อน ศิลปินทุกคนจะรู้เมื่อจังหวะนี้มาถึง แม้ว่าบางมุมมองอาจยังไม่พัฒนาเต็มที่ แนวคิดบางอย่างอาจยังไม่กระจ่างชัด แต่สิ่งเหล่านั้นจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนในขณะที่งานเดินหน้าไป นักสร้างสรรค์รู้ว่าถึงเวลาที่เขาต้องมุมานะตั้งแต่เช้ายันค่ำเพื่อให้งานเสร็จสิ้น โดยปราศจากความกลัวและเต็มเปี่ยมไปด้วยวินัย

แล้วเราจะทำอะไรกับผลผลิตที่ได้มาดี ถึงตอนนี้เราต้องมองกลับไปที่ธรรมชาติอีกครั้ง สิ่งที่เธอทำคือการแบ่งปันกับทุกๆ คน ศิลปินที่อยากเก็บงานเอาไว้กับตัวกำลังฉ้อโกงชั่วขณะที่เขาได้รับมา และเป็นการหักหลังสิ่งที่เขาได้เรียนรู้มาจากบรรพบุรุษ ถ้าเราเก็บผลผลิตเอาไว้ในยุ้งฉาง คุณค่าของมันจะลดลงแม้ว่าเราจะเก็บเกี่ยวถูกเวลา เมื่อการเก็บเกี่ยวสิ้นสุดลง มันเป็นเวลาของการแบ่งปันผลผลิตจากจิตวิญญาณของคุณ โดยไม่ต้องกลัวหรืออับอายแต่อย่างใด

และนี่คือหน้าที่ของศิลปิน ไม่ว่ามันจะเจ็บปวดหรือสุขล้ำสักเพียงใด